
เตือน7วันกทม.-ภาคกลางรับน้ำท่วม
ร่องมรสุมลูกใหม่กระหน่ำซ้ำเล็งระบายน้ำเข้าทุ่งเจ้าพระยา
ร่องมรสุมลูกใหม่กระหน่ำซ้ำเล็งระบายน้ำเข้าทุ่งเจ้าพระยา
กรมชลฯ เตือนอีก 7 วัน ภาคกลาง กทม. เตรียมตัวรับมือน้ำท่วมหนัก
นายวีระ วงศ์แสงนาค รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 35 ก.ย. จะมีร่องมรสุมลูกใหม่เข้าภาคเหนือตอนล่าง มีผลทำให้เกิดฝนตกหนักหนาแน่นตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคกลาง ทำให้สถานการณ์น่าเป็นห่วงมาก เนื่องจากขณะนี้ปริมาณน้ำเหนือยังมีอยู่ค่อนข้างมาก
ทั้งนี้ ปริมาณน้ำในลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่านอยู่ที่ระดับ 1,480 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ลุ่มน้ำปิง 881 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้น้ำที่ จ.นครสวรรค์ สูงถึง 2,500-2,800 ลบ.ม.ต่อวินาที
เมื่อมีมรสุมเข้ามาเพิ่ม อาจส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ จ.นครสวรรค์ มีมากเทียบเท่าปี 2549 ที่ทำสถิติสูงสุดในรอบ 15 ปี ที่ปริมาณน้ำ 5,969 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้น้ำท่วมภาคกลางทั้งหมดตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ ลงมา ทุกจังหวัดควรเตรียมเสริมคันกั้นน้ำ เบื้องต้นได้พร่องน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ให้เหลือประมาณ 40% ของความจุอ่าง เพื่อใช้ช่วยป้องกัน กทม.
สำหรับสถานการณ์ดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลให้ปลายสัปดาห์ปริมาณน้ำจะสูงต่อเนื่อง อาจจะถึง 2,800-3,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ใกล้เคียงกับอุทกภัยใหญ่ปี 2545 ที่มีปริมาณน้ำมากถึง 3,997 ลบ.ม.ต่อวินาที
ทั้งนี้ อีก 7 วันข้างหน้าจะเห็นภาพรวม แต่หวังว่าปริมาณน้ำจะไม่เท่าปี 2549 ซึ่งกรมได้แจ้งเตือนผู้ว่าราชการจังหวัดในภาคกลาง ตั้งแต่ จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี นนทบุรี ปทุมธานี เร่งเก็บเกี่ยวข้าวก่อนวันที่ 10 ก.ย. เนื่องจากฝนจะเริ่มตกตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย.
พร้อมกันนี้ กรมชลประทานเตรียมแผนบริหารน้ำในระยะวิกฤตไว้ หากเกินความสามารถในการบริหาร คือ เกิน 3,000 ลบ.ม.ขึ้นไป อาจต้องผันเข้าทุ่งเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกและตะวันออก
ดังนั้น ประชาชนที่อยู่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาต้องเตรียมรับมือ เพราะสัปดาห์หน้าน้ำทะเลจะหนุนสูงด้วย ทำให้การระบายน้ำค่อนข้างช้า หากฝนตกในลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่านก็จะทำให้วิกฤตซ้ำเพิ่มมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา เพราะขณะนี้ไม่มีเครื่องมือบริหารจัดการน้ำ
ขณะนี้กรมชลประทานได้ประสานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เร่งระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ที่น้ำอยู่ในระดับวิกฤต เพื่อเพิ่มปริมาณพื้นที่รับน้ำฝนเดือน ก.ย.ต.ค. ที่เป็นฤดูมรสุม และหากไม่เร่งระบายจะไม่มีพื้นที่รองรับน้ำฝน เพราะช่วงก.ย. –พ.ย. เป็นฤดูมรสุม และปริมาณน้ำจากลุ่มน้ำยมมีน้ำสูงเท่ากับปี 2538 และเป็นลุ่มน้ำที่ระบายยากที่สุดเพราะมีพื้นที่เป็นแอ่งกระทะมากที่สุด เช่น ทุ่งบางระกำ ทุ่งบางมูลนาค และทุ่มโพทะเล เป็นแอ่งกระทำ การระบายลำบากมาก ซึ่งในวันที่ 31 ส.ค. จะวางแผนทำโครงการบางระกำโมเดล พิษณุโลก เพื่อเร่งหามาตรการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาอุทกภัยซ้ำซากในพื้นที่
ทั้งนี้ มาตรการใดจะทำก่อน จะได้เสนอเข้าไปในงบประมาณปี 2555 ซึ่งจะต้องปรับงบประมาณใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพราะมีความเห็นใจประชาชนที่ต้องประสบภัยในลุ่มน้ำยมซ้ำทุกปีที่จะต้องเจอปัญหาน้ำท่วมซ้ำทุกปี ซึ่งในมาตรการแก้ไขก็จะมีเรื่องการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำยมอย่าด้วยเพราะว่าชาวบ้านเรียกร้อง เพื่อใช้เป็นตัวเบรกน้ำที่จะบรรเทาความเดือดร้อนได้มาก







