
ลุ้นระทึกเฟดคลอดคิวอี3
โลกจับตาธนาคารกลางสหรัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
โลกจับตาธนาคารกลางสหรัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ลุ้นเฟดออกคิวอี 3 โลกจับตาระทึก
ทั่วโลกจับตาไม่กะพริบ เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองแจ็กสันโฮล มลรัฐไวโอมิง ว่า ผู้ว่าการเฟดจะส่งสัญญาณถึงการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ หลังจากที่เศรษฐกิจสหรัฐกำลังเผชิญหน้ากับภาวะซบเซาอย่างรุนแรง
เมื่อปีที่แล้วในเวลาช่วงเดียวกันนี้ เบอร์แนนคีได้ส่งสัญญาณล่วงหน้าถึงการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่อนปรนเชิงปริมาณ หรือคิวอี 2 ก่อนที่สหรัฐจะประกาศใช้จริงๆ ในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม ได้เกิดความวิตกกันว่า เฟดอาจจะไม่เหลือช่องทางสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากระดับเงินเฟ้อกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
มาร์ ปาโด หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์การตลาด บริษัท แคนเตอร์ ฟิตซ์เจอรัลด์ ให้ความเห็นว่า ตลาดกำลังตื่นตระหนกอย่างยิ่งต่อท่าทีของเฟดในครั้งนี้ ซึ่งทำให้ล่าสุดนั้นตลาดหุ้นสหรัฐปรับลดลงไปถึง 1.5% เมื่อเกิดกระแสวิตกขึ้นว่าเฟดอาจจะไม่ออกมาตรการใดออกมา
“เขาจะไม่ออกมาพร้อมกับคิวอีครั้งใหม่ มันไม่น่าจะเกิดขึ้นอีก” ปาโด ให้ความเห็น
ทั้งนี้ ในการประชุมผู้กำหนดนโยบายของเฟดเมื่อครั้งล่าสุดนั้น เฟดเห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐเผชิญหน้ากับภาวะสแตกเนชัน หรือเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นทั้งๆ ที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงซบเซา และดูเหมือนว่ารัฐบาลสหรัฐจะไม่มีทางเลือกเพื่อแก้ปัญหานี้มากนัก
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานักเศรษฐศาสตร์ให้ความเห็นว่า ผลจากการใช้นโยบายคิวอี 2 เมื่อครั้งที่แล้วระหว่างเดือน พ.ย.-มิ.ย.ที่ผ่านมานั้น สามารถป้องกันภาวะเงินฝืดได้ระยะหนึ่ง หลังจากที่เฟดอัดเงินถึง 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เข้าสู่ระบบการเงิน แต่ทว่าก็ยังไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตไปได้ด้วยตัวเอง
วินเซนต์ ไรน์ฮาร์ต อดีตเจ้าหน้าที่ของเฟด ให้ความเห็นว่า สหรัฐไม่สามารถที่จะวางรากฐานให้การเติบโตของเศรษฐกิจขยายตัวไปได้อย่างยั่งยืน และเห็นว่าโอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐจะหล่นไปสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งภายใน 1 ปีนี้เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 4 ต่อ 10 แล้ว
ทั้งนี้ ถ้าหากเฟดประกาศใช้มาตรการคิวอี 3 ออกมาจริงๆ เป็นมูลค่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ก็จะทำให้จีดีพีของสหรัฐเติบโตได้ราว 0.5% ใน 1 ปี ซึ่งถือว่าเป็นการกระตุ้นที่ไม่มากนัก และไม่เป็นการกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวในระยะยาว
นอกจากนั้น อีกทางเลือกหนึ่งที่เฟดอาจจะทำได้ คือ เฟดอาจจะลดดอกเบี้ยที่เฟดรับฝากจากธนาคารพาณิชย์ลงเหลือศูนย์ เพื่อกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์หันไปลงทุนที่เสี่ยงมากขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะทำให้ธนาคารพาณิชย์หันไปลงทุนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และสินทรัพย์อื่นแทน ซึ่งไม่เป็นการกระตุ้นภาคเศรษฐกิจจริงแต่อย่างใด







