
ลุ้นข้ามทศวรรษตั้ง'กสทช.'องค์กรกุมขุมทรัพย์หลายแสนล้าน
ย้อนหลังกลับไปกว่า 10 ปี รัฐธรรมนูญปี 2540
ย้อนหลังกลับไปกว่า 10 ปี รัฐธรรมนูญปี 2540
ได้คลอดกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ที่กำหนดให้มีองค์กรอิสระ 2 หน่วยงาน คือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ หรือ กสช. และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ขึ้นมากำกับดูแล 2 อุตสาหกรรมให้ไร้การครอบงำจากหน่วยงานรัฐ
3 ปีถัดมา กระบวนการสรรหา กทช.บรรลุผลสำเร็จ จนถึงขั้นดำเนินภารกิจสำคัญ คือ เปิดประมูลใบอนุญาตให้บริการ หรือไลเซนส์ 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ แต่ก็ถูกศาลปกครองสั่งระงับจากการฟ้องของบริษัท กสท โทรคมนาคม ที่ระบุว่า กทช.ไม่มีอำนาจ
ขณะที่การสรรหา กสช.เกือบจะเกิดขึ้นได้ แต่ศาลปกครองพิพากษาว่ากระบวนการสรรหาดังกล่าวเกิดขึ้นโดยมิชอบ เนื่องจากผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างกรรมการสรรหากับผู้ได้รับคัดเลือก ส่งผลให้จนถึงขณะนี้ กสช.ก็ยังไม่เกิดขึ้น
ปัจจุบันเมืองไทยกำลังก้าวข้ามทั้ง กทช. และ กสช. เข้าสู่ กสทช. ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งคลอด พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 หรือ พ.ร.บ.กสทช. ที่กำหนดให้มีเพียงหน่วยงานเดียว ทำหน้าที่กำกับดูแลทั้งคลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์และคลื่นความถี่โทรคมนาคม รวม 11 คน แบ่งเป็นประธาน 1 คน กำกับดูแลโทรคมนาคม 5 คน และวิทยุโทรทัศน์อีก 5 คน
กระบวนการสรรหา กสทช.ดำเนินไปได้ด้วยดี โดยสามารถคัดเลือกตัวแทนจากวิชาชีพ 22 คน และผ่านการสรรหา 22 คน รวม 44 คน เพื่อเสนอให้วุฒิสภาเลือกให้เหลือ 11 คน ซึ่งตามขั้นตอนแล้วจะต้องเลือกให้เสร็จภายใน 60 วัน คือ วันที่ 11 ก.ย.นี้
ทว่า ยิ่งวันลงคะแนนเข้ามาใกล้เท่าไร ยิ่งดูเหมือนว่าปัญหาต่างๆ กำลังถาโถมเข้ามาพร้อมกันทั้งจากการฟ้องกันเองระหว่างผู้สมัครกรณี สุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร ไม่ได้รับการขยับขึ้นเป็น 1 ใน 4 ของผู้มีคุณสมบัติด้านเศรษฐศาสตร์ หลังจาก อรรถชัย บุรกรรมโกวิท ถูกตัดสิทธิ ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการยื่นอุทธรณ์
กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ สรุปว่ากระบวนการสรรหา กสทช. เกิดขึ้นโดยมิชอบ คือ องค์ประกอบของคณะกรรมการสรรหาและวิธีการสรรหาของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เข้าข่ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น มีผู้สมัครเข้ารับการเลือกเป็น กสทช. ยื่นใบสมัครโดยแสดงความประสงค์สมัครหลายด้าน แม้กฎหมายจะไม่ได้กำหนดชัดเจน แต่เมื่อ เทียบเคียงการสรรหาโดยวิธีการคัดเลือกกันเองแล้ว จะเห็นได้ว่า กฎหมายกำหนดให้องค์กรที่ขึ้นทะเบียนไว้สามารถเสนอชื่อบุคคลเพื่อคัดเลือกเป็น กสทช. ได้ด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวเท่านั้น
ดังนั้น การที่คณะกรรมการสรรหาฯ มีมติใหม่ว่าสามารถสมัครเป็นกรรมการ กสทช.หลายด้านได้ โดยไม่มีเกณฑ์กำหนดไว้อย่างชัดเจนและปราศจากเหตุผล จึงน่าจะเป็นวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งดีเอสไอจะได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าปัญหาต่างๆ ที่มาเกิดขึ้นในช่วงนี้ อาจเหมือนต้องการ “ถ่วงเวลา” ไม่ให้การจัดตั้ง กสทช.เกิดขึ้นได้ เช่นเดียวกับที่ กสช.ไม่ได้เกิดขึ้น แต่ครั้งนี้ต่างไปตรงที่กฎหมายได้ระบุให้หากในขั้นวุฒิฯ เลือก 60 วันไม่สำเร็จ อำนาจจะตกไปอยู่กับนายกรัฐมนตรีตั้ง 11 กสทช.ได้เลย เลยในประวัติศาสตร์ ต่างกันตรงที่ว่า ครั้งนี้กฎหมายขจัดปัญหาความล่าช้าด้วยการเปิดช่องให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เลือกเองให้เสร็จสิ้นใน 60 วัน หากว่า สว.ไม่สามารถเลือกได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า มั่นใจว่ากระบวนการสรรหา กสทช.จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะกรณีศาลปกครองเพิกถอนการสรรหาที่มีการฟ้องร้องกันนั้น ก็ยังเหลือบัญชีที่เลือกตามวิชาชีพอีก 22 คนให้ สว.เลือก และหากไม่ใช่ สว.เลือกก็จะเป็นรัฐบาลที่เลือก ดังนั้นไม่ว่าจะอย่างไร กสทช.เกิดขึ้นแน่
“ไม่สามารถล้ม กสทช.ได้ก่อนวันที่ 11 ก.ย.แน่นอน เพราะสาเหตุที่จะทำให้เลือก กสทช.ไม่ได้ คือ ไม่มีวุฒิสภา หรือปฏิวัติ จึงมั่นใจว่ากระบวนการสรรหายังดำเนินต่อไปแม้คนที่เลือกมาอาจจะไม่ใช่คนที่ดีที่สุด และใครจะเป็นผู้เลือกเท่านั้น” สมเกียรติ กล่าว
เมื่อพิจารณาจากข้อบังคับตามกฎหมาย เชื่อว่าองค์กรอิสระ กสทช.ที่ตั้งขึ้นมาคุมธุรกิจสื่อและโทรคมนาคมปีละหลายแสนล้านบาทคงเกิดขึ้นได้แน่ ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง
ที่กำหนดว่าท้ายที่สุดการเลือก กสทช.ต้องเกิดขึ้นโดยวิธีใดวิธีหนึง จึงเหมือนเป็นหลักประกันว่า บันทึกหน้าแรกของกสทช.กำลังจะเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย ขณะนี้จึงเหลือเพียงการนับถอยหลังรอให้เวลานั้นมาถึง และลุ้นในใจว่า จะไม่มี “อุบัติเหตุ” ใดๆ มาหยุดยั้งการเลือกตั้ง กสทช.ที่ต้องใช้เวลาร่วม 1ทศวรรษ จึงจะเกิดขึ้นได้







