
การเมืองฉุดเศรษฐกิจโตช้า
ภาคเอกชนมองตรงกัน การเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดให้เศรษฐกิจโตช้า
ภาคเอกชนมองตรงกัน การเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดให้เศรษฐกิจโตช้า
ในงานสัมมนาของสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเมืองเป็นปัจจัยที่กดดันการเติบโตของเศรษฐกิจไทย เพราะความไม่สงบที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นตัวพลิกผันทิศทางเศรษฐกิจไทยได้
นายประสาร กล่าวว่า รัฐบาลยังมีความจำเป็นที่ต้องใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการไทยเข้มแข็ง ขณะที่การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท.) ยังต้องรอตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 1 และ 2 ว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวได้จริงหรือไม่ หากทิศทางเศรษฐกิจดีขึ้น คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในไตรมาส 3 แน่นอน
นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม และนายกสมาคมบริษัทจดทะเบียน กล่าวว่า การเมืองเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดให้เศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าประเทศอื่น ๆ ทั้งที่พื้นฐานและศักยภาพของไทยมีโอกาสเติบโตได้มากกว่าปัจจุบัน ส่วนทิศทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังต้องติดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกว่าจะยั่งยืนหรือไม่ เนื่องจากราคาน้ำมันยังแกว่งตัวผันผวน ล่าสุดขยับขึ้นมาอยู่ที่ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และยังมีความไม่แน่นอนในทิศทางราคาน้ำมัน รวมทั้งต้องติดตามนโยบายการบริหารค่าเงินหยวนของจีนที่ยังไม่ยอมให้เงินหยวนอ่อนค่า แม้จะถูกแรงกดดันจากสหรัฐ ซึ่งจีนเป็นประเทศที่มีอิทธิพลต่อทั้งการค้าและเศรษฐกิจโลก หากค่าเงินหยวนของจีนไม่ยืดหยุ่นจะไม่เป็นผลดีต่อการค้าโลก นอกจากนี้ ยังเห็นว่าประเทศต่าง ๆ ควรกำหนดดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกลไกตลาด หลังจากที่ผ่านมาใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำในการกระตุ้นเศรษฐกิจมาตลอดทั้งปี
นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. บ้านปู กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงจากการ ฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ชัดเจน แต่ปัจจัยที่น่าห่วงมากที่สุด คือการเมืองในประเทศที่ยังไม่แน่นอนประกอบกับปัญหากฎระเบียบการลงทุนที่ยังไม่ชัดเจน ทำให้เอกชนชะลอการลงทุน ซึ่งหากไม่เร่งแก้ไขมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง ดังนั้น รัฐบาลจึงยังไม่ควรลดงบประมาณในโครงการไทยเข้มแข็งเร็วเกินไปเพราะอาจจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจหยุดชะงักได้







