
ชาออร์โธด็อกซ์..ก้าวใหม่จาเนปาล
เดี๋ยวนี้คนไทยหันมาดื่มเครื่องดื่มประเภท “ชา” กันเยอะมากขึ้น ตลาดชาในบ้านเรา
เดี๋ยวนี้คนไทยหันมาดื่มเครื่องดื่มประเภท “ชา” กันเยอะมากขึ้น ตลาดชาในบ้านเรา
โดย..ฐาปนา
เป็นตลาดที่มีการแข่งขันดุเดือด ด้วยมูลค่ามหาศาล แต่หากมองออกไปที่ตลาดโลก “ชา” ในหลายๆ วัฒนธรรม เป็นสินค้าชั้นสูง หรือปานกลางค่อนไปทางสูง โดยชาที่โดดเด่นที่สุดประเภทหนึ่งในโลก คือ ชาดาร์จีลิง (Darjeeling) ซึ่งมีถิ่นฐานบ้านเกิดในอินเดีย
แต่สำนักข่าวเอเอฟพีได้รายงานว่า ตอนนี้มีชาแบบใหม่ที่กำลัง “ท้าชน” ดาร์จีลิงอยู่ แม้ว่าจะยังไม่สามารถสู้ได้แบบหมัดต่อหมัด แต่ก็กำลังพยายามหายใจรดต้นคอกันอยู่ นั่นคือ ชาจากเนปาล ที่เรียกกันว่า ชาออร์โธด็อกซ์ (Orthodox)
จะว่าไป ชาออร์โธด็อกซ์ ก็ไม่ได้ห่างไกลจากดาร์จีลิงมากนัก อาจจะพูดได้ว่าเป็นลูกพี่ลูกน้อง เพราะมีถิ่นฐานสถานที่ปลูกอยู่ไม่ห่างกันมากนัก คือ ย่านเชิงเขาหิมาลัยเหมือนกัน แค่ข้ามพรมแดนประเทศไปก็เจอกันแล้ว ชาออร์โธด็อกซ์ของเนปาลจึงมีคุณสมบัติคล้ายๆ ดาร์จีลิง เพราะมีพื้นฐานจากสภาพดินฟ้าอากาศในการปลูกที่ไม่ต่างกันนัก ทำให้เอเอฟพีบอกว่า ตอนนี้ เป็นเวลาที่ชาชั้นดีจากเนปาลกำลังพยายามจะเริ่มส่องแสงเป็นที่รู้จักในตลาดโลกบ้าง หลังจากที่ซุกอยู่ใต้เงาของชาดาร์จีลิงมาเป็นเวลานานหลายร้อยปี
ตอนนี้ ลูกค้าชั้นสูง กลุ่มคนรักสุขภาพจากหลากหลายประเทศทางตะวันตกหันมาทำความรู้จักกับชาออร์โธด็อกซ์ ทั้งผู้บริโภคจากสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่ได้สั่งซื้อชาจากเนปาล ชาที่ผลิตด้วยขั้นตอนคุณภาพ เกิดเป็นใบชาทั้งใบอบแห้ง ส่งออกจากเอเชียใต้ไปสู่ตลาดของกลุ่มชนชั้นสูงที่ยอมจ่ายแพงๆ เพื่อดื่มด่ำกับชารสชาติเยี่ยม
ดีลลี บาสโคตา ผู้จัดการร้านคานจันจังฮัท (Kanchanjanghat) ซึ่งเป็น “สวนชา” ที่ให้บริการขายใบชาชั้นดีอยู่ในหุบเขาทางตะวันออกของเนปาลบอกว่า ชาเนปาลได้การยอมรับจากตลาดในตะวันตกมากขึ้น เพราะพวกฝรั่งกำลังมีความต้องการชาคุณภาพสูงมากขึ้นเรื่อยๆ จากกระแสรักสุขภาพ และการมองหาเครื่องดื่มดีๆ ซึ่งเป็นกระแสที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง ทำให้ตอนนี้ เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา ได้กลายเป็นตลาดหลักของชาออร์โธด็อกซ์ ในขณะที่ผู้ซื้อจากฝรั่งเศส อังกฤษ รัสเซีย แคนาดา และญี่ปุ่น ก็สั่งเข้ามาจำนวนมากด้วยเหมือนกัน
เอเอฟพีรายงานว่า ขณะนี้ ชาออร์โธด็อกซ์เกรดดีสามารถทำราคาขายได้ประมาณกิโลกรัมละ 85 เหรียญสหรัฐในตลาดโลก และด้วยความนิยมที่มากขึ้น ราคาก็ดีขึ้น ทำให้การผลิตมากขึ้นด้วย โดยคณะกรรมการชาแห่งชาติเนปาลบอกว่า ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมานี้ การผลิตชาของเนปาลได้เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็นเท่าตัว ทำให้ตอนนี้มีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณปีละ 2.6 ล้านกิโลกรัม และ 90% ของการผลิต ถูกส่งออก
อย่างไรก็ตาม แม้ชาออร์โธด็อกซ์เกรดสูงจะทำราคาได้ถึงกิโลกรัมละ 85 เหรียญสหรัฐ แต่ก็เป็นราคาที่เทียบเคียงได้กับชาชั้นกลางๆ ของดาร์จีลิงเท่านั้น เพราะหากจะเปรียบกับชาชั้นเยี่ยมสุดยอดของดาร์จีลิง ก็ยังถือว่าห่างไกล เพราะชาที่แพงที่สุดของดาร์จีลิง ที่เรียกว่า ชายอดเงิน หรือ Silver Tip นั้น สามารถขายได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 500 เหรียญสหรัฐเลยทีเดียว โดยชาที่ถือว่าเป็นสุดยอดของชาชั้นสูงนี้ เป็นยอดใบชาที่จะเก็บโดยใช้มือเด็ดจากยอด ในคืนวันพระจันทร์เต็มดวงเท่านั้น ชาอาบแสงจันทร์จึงเป็นชาชั้นสูงที่ยังยากจะหาคู่แข่งที่ไหนเหมือนได้ แต่เชื่อว่าชาออร์โธด็อกซ์ก็กำลังพยายามเดินหน้าวิ่งแข่งอย่างไม่หยุดยั้ง
วิกรม มิททัล ผู้ค้าชาในนิวเดลี บอกว่า เนื่องจากชาดาร์จีลิงเป็นชาที่มีราคาแพงมาก ลูกค้าส่วนหนึ่งก็เลยหันไปมองหาสินค้าที่คุณภาพใกล้เคียงกันในราคาถูกกว่า ทำให้ชาเนปาลกลายเป็นทางเลือกที่ดีขึ้นมา และแม้ว่าชาจากเนปาลจะยังสู้ไม่ได้กับสิ่งที่เรียกว่าสุดยอดของดาร์จีลิง แต่ในส่วนของชาเกรดอ่อนลงมาจากคำว่าสุดยอดนั้น ก็เป็นส่วนที่ชาออร์โธด็อกซ์สามารถแข่งขัน ที่สำคัญ เจ้าของสวนชาในเนปาลจำนวนไม่น้อยเลย ได้มาจ้างเกษตรกร หรือแรงงานที่เกี่ยวข้องในวงการชาจากดาร์จีลิงไปช่วยทำงาน จนเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตได้อย่างดีเยี่ยม
นักปลูกชาที่เก่งฉกาจให้สัมภาษณ์ว่า คนเก่งๆ หลายคนออกจากดาร์จีลิงมาสู่เนปาล เพราะได้ค่าจ้างสูงกว่า ได้ตำแหน่งงานที่สูงขึ้น โดยนำประสบการณ์ที่สะสมมาในการปลูก วิธีการดูแล และขั้นตอนการผลิตต่างๆ มาช่วยพัฒนาชาเนปาลให้มีคุณภาพสูงขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ชาเนปาลก็ยังไม่สามารถเติบโตได้อย่างเต็มที่นัก เพราะยังมีปัญหาอื่นๆ เช่น ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงลักษณะภูมิประเทศที่เป็นแถบภูเขา ทำให้มีปัญหาเรื่องการขนส่ง และการขาดแคลนแรงงาน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบบวกกับการไม่ได้รับการใส่ใจจากภาครัฐ ทำให้ภาคเอกชนเข้มแข็ง ตอนนี้ผู้ประกอบการชารายย่อยๆ ในเนปาลประมาณ 8,000 ราย ที่มีลูกจ้างรวมกันราวๆ 2.7 หมื่นคน ได้รวมตัวกันตั้งสหกรณ์ผู้ผลิตชาหิมาลัย หรือ Himalayan tea producers Cooperative (Kimcoop) ขึ้น และทำงานร่วมกันในการประชาสัมพันธ์ชาออร์โธด็อกซ์สู่ตลาดโลกด้วยตนเอง
สหกรณ์ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2003 นี้ ได้พยายามไปร่วมงานแสดงสินค้าต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการขายสินค้า สร้างความรู้จักในตลาดโลก และรวมตัวกันจ้างผู้เชี่ยวชาญชาวดาร์จีลิงมาช่วยดูแลการตลาดด้วย
จอห์น เทเลอร์ ที่เข้ามาทำการตลาดชาออร์โธด็อกซ์ กล่าวว่า ตอนนี้ชาออร์โธด็อกซ์กำลังได้รับการยอมรับ และแม้ว่าการสร้างแบรนด์ต้องใช้เวลานานในการดึงผู้ซื้อจากต่างชาติมาหา แต่ก็เป็นจุดเริ่มที่ได้ผลแล้ว
แม้ว่าตอนนี้ยังถือเป็นช่วงเริ่มต้นของชาออร์โธด็อกซ์ แต่ทุกคนที่เกี่ยวข้องก็กำลังมองชานี้อย่างมีความหวัง ที่จะเห็นความเติบโตที่จะสามารถฉายแสงอันงดงามของตัวเองได้ และสามารถพ้นไปจากการเป็นเพียงชาใต้ปีกของดาร์จีลิงได้ในอนาคต
สิ่งที่เราเห็นได้ชัดมากจากกรณีศึกษาของชาออร์โธด็อกซ์ก็คือ เหล่าผู้ประกอบการไม่งอมืองอเท้า ไม่รอให้ภาครัฐเข้ามาจัดการ ไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือ แต่พวกเขา “รวมตัวกัน” เกิดเป็นกลุ่มก้อนที่ทำงานด้วยกัน ส่งเสริมการผลิต การตลาดภายใต้ร่มเดียวกัน คือชาออร์โธด็อกซ์ แบรนด์ที่พวกเขาร่วมกันสร้างขึ้น และหวังให้กลายเป็นสินค้าระดับโลก
แม้เส้นทางที่พวกเขาเดินจะไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปนัก เมื่อมีความร่วมมือร่วมใจเป็นที่ตั้ง และถึงตอนนี้ แม้ชาดาร์จีลิงจะยังเป็นชาชั้นสุดยอดของโลก แต่ก็ต้องเฝ้าระวังการเติบโตของชาออร์โธด็อกซ์ให้ดี
มองๆ ไปแล้ว ก็หวนนึกถึงข้าวหอมมะลิของเรา ที่เป็นข้าวคุณภาพอันดับต้นๆ ของโลก และมีผู้พยายามเข้ามาแข่งขันเสมอ หากเราไม่ดูดีๆ วันหนึ่งคู่แข่งก็อาจจะแซงเราไปได้ และในทางกลับกัน สินค้าไหนที่เราเป็นผู้ตาม หากเรามีการจัดการที่ดี ไม่ต้องง้อความช่วยเหลือจากรัฐ ผู้ประกอบการที่ร่วมใจกันก็สามารถบุกบ่าฝ่าฟันไปสู้กับเขาในตลาดโลกได้เหมือนกัน
ดูชาออร์โธด็อกซ์เป็นตัวอย่างก็จะเห็นว่า ความหอมกรุ่นของชาดีๆ นั้น เต็มไปด้วยความพยายาม และมุ่งมั่น ซึ่งเมื่อเราได้ดื่มชาชั้นเยี่ยมสักถ้วย ก็อาจจะได้เข้าใจ







