
พาณิชย์เข้ม ขับเคลื่อนตลาดออร์แกนิก สร้างภูมิคุ้มกันการค้าโลก
จากแนวโน้มการค้าเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
จากแนวโน้มการค้าเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
สอดรับกับกระแสความตื่นตัวเรื่องสุขอนามัย และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กระตุ้นให้ผู้คนหันมาเลือกบริโภคอาหารที่ปลอดภัยต่อสุขภาพมากขึ้น แม้จะมีราคาจำหน่ายสูงกว่าราคาสินค้าทั่วไป แต่การค้าเกษตรอินทรีย์กลับขยายตัวอย่างก้าวกระโดด
ปีที่แล้วมูลค่าตลาดรวมสินค้าอินทรีย์ทั่วโลกสูงถึง 54,900 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีตลาดหลักอยู่ในสหภาพยุโรป (อียู) โดยเฉพาะประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส ตามด้วยสหรัฐอเมริกา ส่วนตลาดรองก็มี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และจีน
จุดนี่เองที่ทำให้กระทรวงพาณิชย์พยายามจับกระแสดังกล่าวเพื่อเพิ่มช่องทางให้กับการค้าของไทย ทั้งเพื่อรองรับตลาดในประเทศและต่างประเทศ
ยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ไม่ใช่แค่ตลาดต่างประเทศเท่านั้นที่ขยายตัว ปัจจุบันผู้บริโภคชาวไทยก็หันมาบริโภคอาหารสะอาด ปลอดภัยกันมากขึ้น คาดว่าตลาดสินค้าอินทรีย์ในประเทศจะมีอัตราเติบโต 10% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 132 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2554
แนวโน้มความต้องการสินค้าอินทรีย์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับเป็นโอกาสทางการค้าสำหรับประเทศไทยที่มีศักยภาพด้านการผลิตและการทำตลาด ซึ่งกระทรวงพาณิชย์นอกจากจะวางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้สร้างมูลค่าเพิ่มได้แล้ว อีกความสำคัญหนึ่งก็คือ สร้างสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้เป็นภูมิคุ้มกันด้านการค้า จากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและวิกฤตภาวะโลกร้อน เพราะนานาประเทศเริ่มใช้เรื่องนี้เป็นมาตรการกีดกันการค้ากันมากขึ้นตามลำดับ
กิจกรรมที่กระทรวงพาณิชย์นำมาใช้จะผ่านการจัดงานแสดงสินค้า หรือการเข้าร่วมงานที่เกี่ยวข้องในเวทีต่างๆ เพื่อการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย อาทิ การจัดงานรวมพลคนอินทรีย์เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิตและตลาดสินค้าอินทรีย์จากทั่วประเทศ การเข้าร่วมจัดนิทรรศการ “ออร์แกนิก พาวิลเลียน” ในงาน Thaifex – World of Food Asia 2011 การจัดงาน Organic & Natural Expo 2011 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าและบริการอินทรีย์ รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติครั้งแรกในประเทศไทย
การจัดกลุ่มธุรกิจสินค้าอินทรีย์ (Organic Business Community) เพื่อสร้างเครือข่ายอินทรีย์ในประเทศ การจัดทำหนังสือ Organic Mapping ที่ได้รวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลแหล่งผลิตสินค้าอินทรีย์ทั้งหมดในประเทศ การจัดตลาดนัดสีเขียวในจังหวัดต่างๆ และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับภูมิภาค เป็นต้น
ขณะเดียวกัน ก็ได้วางยุทธศาสตร์เชื่อมโยงตลาดต่างประเทศ นำคณะผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน BioFach ที่เยอรมนี งาน Expo West ที่สหรัฐอเมริกา และงาน Natural & Organic Products ที่อังกฤษ ตลอดจนจัดกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้า Thailand Pavilion ภายในงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์สำคัญของโลก จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น ห้าง Whole Food Markets ประเทศอังกฤษ ห้าง Metro และ Kaufhof เยอรมนี ขยายเครือข่ายกับองค์กรเกษตรอินทรีย์นานาชาติ และการเข้าร่วมการประชุมสัมมนานานาชาติด้านเกษตรอินทรีย์
ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวด้วยว่า ผลดำเนินงานที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จน่าพอใจ สามารถเพิ่มช่องทางการจำหน่ายในตลาดต่างประเทศที่สำคัญ ทั้งสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และตลาดเอเชีย ช่วยเพิ่มการเติบโตของสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยได้เฉลี่ย 10% ต่อปี โดยเฉพาะการส่งออกข้าวอินทรีย์ มีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 30% ในปีที่ผ่านมา
ที่สำคัญตลาดในประเทศเกิดการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายธุรกิจอินทรีย์ทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาคต่างๆ
การดำเนินงานหลังจากนี้ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรอินทรีย์ในภูมิภาคอาเซียน เพื่อรองรับการเปิดเสรีด้านการค้า การลงทุนของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ได้อย่างมีศักยภาพ
มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสินค้าเกษตรอินทรีย์ภายในประเทศ สร้างเครือข่ายสินค้าและความร่วมมือด้านเกษตรอินทรีย์ในอาเซียน สนับสนุนการเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรอินทรีย์ อาทิ การศึกษา งานแสดงสินค้า วัตถุดิบในการผลิตและการตลาด โดยขยายกลุ่มสินค้าให้ครอบคลุมตามความต้องการของตลาดมากขึ้น แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่
กลุ่มสินค้าอาหาร ต้องพัฒนาให้เกิดการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทานมากขึ้น
กลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร เช่น โครงการพัฒนาฝ้าย โดยสนับสนุนให้มีการขยายการผลิต ปรับเปลี่ยนการผลิตเป็นเกษตรอินทรีย์ การแปรรูป ปรับปรุงคุณภาพฝ้ายเป็นสำลีสำหรับใช้เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องสำอางหรือผ้าฝ้ายเกษตรอินทรีย์
กลุ่มธุรกิจบริการอินทรีย์ ได้แก่ ธุรกิจสปา ธุรกิจความงาม ร้านค้าเฉพาะทาง (Green Shop) โรงแรมและร้านอาหาร ซึ่งจะเร่งส่งเสริมการรับรองมาตรฐานด้านเกษตรอินทรีย์ให้เป็นระบบเดียวกัน และมีความเป็นสากลมากขึ้น
พร้อมกันนี้ จะสร้างจุดเริ่มต้นของการเป็นศูนย์กลางความรู้ โดยจัดให้มี Organic Symposium หรือการสัมมนาทางวิชาการเกษตรอินทรีย์ ในวันที่ 31 ส.ค. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ทิ้งท้ายด้วยว่า ประเด็นสำคัญอีกข้อที่กระทรวงพาณิชย์ต้องเร่งทำ คือ การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างสินค้าทั่วไป สินค้าจากธรรมชาติและสินค้าอินทรีย์ ทำให้ผู้บริโภครับรู้ถึงประโยชน์ของการบริโภคสินค้าอินทรีย์ผ่านการประชาสัมพันธ์ตราสินค้า Organic Thai Produces เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าอินทรีย์ไทย เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคอีกทางหนึ่ง โดยหวังว่าปีหน้าตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยจะเติบโตเพิ่มเป็น 20%







