
เก็บภาษีตระกูลชินวัตร เผือกร้อนรัฐบาลยิ่งลักษณ์
ข่าวร้อนๆ ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงเกาะติดกับเรื่องคดีการไม่เรียกเก็บภาษีจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ข่าวร้อนๆ ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงเกาะติดกับเรื่องคดีการไม่เรียกเก็บภาษีจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท ของกรมสรรพากร เมื่อในที่สุดกระทรวงการคลังทนแรงเสียดทานกระแสสังคมไม่ไหว ทำให้อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ต้องมอบหมายให้ เสาวนีย์ กมลบุตร รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายได้ เป็นผู้ตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดที่เกิดขึ้น และในสัปดาห์นี้ สาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร จะเปิดแถลงข่าวแก่สื่อมวลชนถึงเรื่องดังกล่าว ว่าจะสร้างความเสียหายให้กับรัฐหรือไม่ และใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ก็ได้ตัดตอนตัวเอง เมื่อออกมาระบุว่า เท่าที่ตรวจสอบข้อมูลพบว่าในส่วนของการเก็บภาษีหุ้น 1.2 หมื่นล้านบาท จากนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร ได้ข้อยุติแล้วว่าไม่เก็บภาษีเงินได้จากการขายหุ้นตามคำสั่งของศาล เพราะทั้งสองคนไม่ใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริง ดังนั้น จะต้องเรียกเก็บภาษีจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ผู้เป็นภริยา เป็นอำนาจของกรมสรรพากร ไม่เกี่ยวกับกระทรวงการคลัง
เดินหน้านโยบายหาเสียง ‘เพื่อไทย’
รัฐบาลกำลังหาทุกช่องทางเพื่อหาเงินมาเดินหน้าโครงการต่างๆ ตามที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงไว้ เมื่อล่าสุด ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ไปพิจารณาถึงแนวทางการจัดทำงบประมาณปี 2555 โดยเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด ก่อนนำกลับมาเสนอที่ประชุม ครม. หลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยยิ่งลักษณ์ยืนยันว่า การดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลจะเห็นเป็นรูปธรรมภายใน 1 ปี โดยการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นมีแนวโน้มจะได้เห็นได้ในปีภาษีหน้าวันที่ 1 ม.ค. 2555 ขณะที่กิตติรัตน์ กล่าวว่า การดำเนินนโยบายของรัฐบาลจะยังคงยึดกรอบวินัยการเงินการคลัง และจะไม่ทำให้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 ขาดดุลมากเกินกว่าที่ตั้งไว้ 3.5 แสนล้านบาท เพราะจะมีบางนโยบายของรัฐบาลเก่าที่จะต้องยกเลิกไป และจะมีการปรับรื้อโครงการรายจ่ายเดิมที่ทำไว้ให้สอดคล้องกับนโยบายการสร้างกำลังซื้อของประชาชน
ด้านกระทรวงการคลังก็เตรียมเปิดนโยบายขยายกรอบเงินเฟ้อเพื่อหยุดดอกเบี้ยขึ้น โดยนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้ให้ผู้บริหารกระทรวงการคลังเตรียมข้อมูลไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หลังแถลงนโยบายต่อสภา จะหารือว่ากรอบอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันตั้งไว้ที่ 0.53% เหมาะสมหรือไม่ เมื่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ ธปท.เป็นผลดีต่อการควบคุมเงินเฟ้อ แต่กระทบกำลังซื้อของประชาชน จึงให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลังศึกษาว่าควรจะปรับเปลี่ยนหรือไม่ และให้หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของพรรคเพื่อไทยรวบรวมข้อมูลมาเสนอภายใน 1 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังยืนยันลดภาษีเงินได้นิติบุคคล การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เพิ่มกองทุนหมู่บ้าน และบัตรเครดิตชาวนา เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติ โดยยึดกรอบวินัยทางการเงินการคลัง แต่มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามนโยบายที่ประกาศไว้ ซึ่งนโยบายแรกที่อาจได้เห็นก่อนคงเป็นเรื่องคืนภาษีรถคันแรกราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยอยู่บนหลักการที่ว่า จะได้รับการคืนภาษี 1 แสนบาททุกคน ไม่ว่าจะซื้อเงินสดหรือเงินผ่อนก็ได้รับสิทธิ โดยจะเป็นการทยอยคืนในช่วง 5 ปี ส่วนนโยบายผ่อนบ้านดอกเบี้ย 0% 5 ปี ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทนั้น จะให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)รับเป็นแม่งานไป
ราคาทองยังพุ่งไม่หยุด
แม้สภาทองคำโลกจะออกมาระบุถึงความต้องการทองคำลดลง 17% แต่ราคาทองคำโลกก็ยังทุบสถิติอย่างต่อเนื่อง หลังสัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเหนือระดับ 1,800 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งเป็นผลจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐ ทำให้เกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยครั้งใหม่ กระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่าแทน ราคาทองคำแท่งเมื่อวันแรกของสัปดาห์ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา รับซื้อบาทละ 24,600 บาท และขายบาทละ 24,700 บาท ส่วนวันสุดท้ายของสัปดาห์วันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา รับซื้อบาทละ 26,250 บาท และขายบาทละ 26,350 บาท
ปิดฉากที่ดินรัชดาฯ
ในที่สุดที่ดินรัชดาฯ 33 ไร่ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินก็ขายออกจนได้ ถือเป็นที่ดินอาถรรพ์ที่ส่งให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องระเห็จหนีไปอยู่ต่างประเทศจนถึงทุกวันนี้ หลังจากที่เมื่อปี 2546 คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ภรรยา อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ชนะประมูลไปในราคา 772 ล้านบาท และได้เป็นเหตุให้มีการฟ้องร้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจนถูกตัดสินจำคุก
สำหรับผู้ที่ชนะประมูลได้ที่ดินรัชดาฯ ไปครอง ได้แก่ บริษัท ศุภาลัย โดยเสนอราคาสูงสุดถึง 1,815 ล้านบาท
สูงกว่าราคาที่เคยขายให้กับคุณหญิงพจมานถึง 1,043 ล้านบาท หรือสูงกว่า 2 เท่า ซึ่งบริษัทมีแผนที่ลงทุนประมาณ 8,000 ล้านบาท เพื่อสร้างเป็นอาคารสูง 10 ชั้น จำนวน 10 ยูนิต พื้นที่ประมาณ 1 หมื่นตารางเมตร เพื่อผลักดันให้เป็นชุมชนด้านเศรษฐกิจใหม่ในใจกลางเมืองกรุงเทพฯ







