
ม.ค.55 องค์กรรัฐ-เอกชนรายใหญ่ นำร่อง..ขึ้นค่าจ้าง
ในโอกาสขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ทิศทางการค้าไทยในทศวรรษใหม่”
ในโอกาสขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ทิศทางการค้าไทยในทศวรรษใหม่”
เนื่องในโอกาสกระทรวงพาณิชย์ครบรอบ 91 ปี (วันพาณิชย์) กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ประกาศย้ำชัดเจนอีกครั้งว่า หลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาสัปดาห์หน้า จะมีความชัดเจนต่อการให้ภาคแรงงานมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเป็น 300 บาท/วัน อย่างสอดคล้องกับผลิตผลของแรงงาน และจะดำเนินการปรับขึ้นเงินเดือนสำหรับปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท เริ่มเดือน ม.ค. 2555 นำร่องจากภาครัฐ ซึ่งเป็นผู้จ้างงานรายใหญ่ของประเทศ และภาคเอกชนขนาดใหญ่ ที่จะดำเนินการเรื่องค่าจ้างและเงินเดือนปริญญาตรีตามที่กำหนดไว้
รัฐบาลยืนยันว่านโยบายดังกล่าวไม่ใช่ประชานิยมรายชิ้น เพื่อเอาใจแค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่เป็นนโยบายภาพรวมในการเปลี่ยนสมดุลประเทศไทย เพราะรัฐบาลไม่ได้ปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานเพียงอย่างเดียว แต่จะมีนโยบายปรับลดอัตราภาษีรายได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ในปี 2555 และเหลือ 20% ในปี 2556
การขยายฐานภาษีดังกล่าวเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมให้กับประเทศไทยในการเข้าสู่การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ด้วย เนื่องจากประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจในอาเซียนต่างก็มีอัตราภาษีที่ต่ำกว่าไทยทั้งนั้น เชื่อว่าการปรับลดภาษีรายได้ลงนั้นจะไม่ทำให้การจัดเก็บภาษีของรัฐบาลลดลง หรือหากลดก็จะดำเนินการให้ลดน้อยที่สุด
ข้อสรุปทั้งหมดนี้จะชี้แจงต่อรัฐสภา โดย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ถือเป็นการเปลี่ยนสมดุลให้กับประเทศไทย
ภาคธุรกิจที่ไม่มีความพร้อมเรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานนั้นจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการไตรภาคีที่จะทำงานควบคู่ไปกับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งจะมีการพิจารณาค่าจ้างให้สอดคล้องกับภาคธุรกิจ แต่ส่วนตัวไม่เชื่อว่าการกำหนดค่าจ้างที่ออกมาจากคณะกรรมการไตรภาคีจะเกิดขึ้นในระยะสั้น เพราะการปรับขึ้นค่าจ้างจะดำเนินการตามลำดับโดยไม่ชักช้า จึงมีระยะเวลาที่ทุกฝ่ายปรับตัวเพื่อให้ค่าจ้างสอดคล้องกับการนำร่องของการจ้างงานภาครัฐและเอกชนรายใหญ่ในที่สุด
กิตติรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนสมดุลให้กับประเทศ ยอมรับว่าต้องใช้ความเข้าใจ และต้องได้รับความร่วมมือกับทุกฝ่าย หากมองย้อนกลับไปช่วง 2 ทศวรรษ ความจำเป็นในการพึ่งพาการส่งออกเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะขณะนั้นประเทศยังมีปัญหาเรื่องอัตราว่างงาน มีเงินทุนสำรองไม่มากนัก แต่ปัจจุบันไทยเป็นประเทศที่มีการจ้างงานเต็มที่ หรือเกินกว่าเต็มที่ ต้องใช้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาสมทบ ซึ่งตัวเลขการขึ้นทะเบียนแรงงานจากฐานข้อมูลที่มีอยู่ของไทยมีเกือบ 2 ล้านคน จึงเกิดคำถามว่า การพัฒนาประเทศไทยจะเดินไปในทิศทางดังกล่าวต่อหรือ โดยใช้แรงงานราคาไม่สูงจากประเทศเพื่อนบ้านมาเสริมทัพ และเร่งส่งออกเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ขณะที่ทิศทางค่าเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมองย้อนกลับไปดูเงินทุนสำรองประเทศที่มีมากถึง 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ดังนั้น การแก้ไขเรื่องการว่างงานจึงไม่ใช่ประเด็นของประเทศอีกต่อไป แต่ควรต้องมาแก้ไขรายได้ที่น้อยของคนในประเทศมากกว่า ซึ่งจะไปเกี่ยวข้องกับนโยบายการเงินที่จะต้องมีการทบทวนต้นทุนภาคธุรกิจให้ลดลงด้วย รวมถึงอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศที่ควรลดลง นโยบายของรัฐบาลจึงต้องทำเป็นภาพรวม เพราะเชื่อว่าเมื่อรัฐบาลปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานแล้ว และระดับอัตราเงินเฟ้อไม่สูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยก็ควรจะทรงตัวหรืออ่อนตัวให้มากที่สุด โดยเน้นการพึ่งพาการบริโภคในประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเป็น 50% และภาคส่งออก 50% จากปัจจุบันที่พึ่งพาส่งออกถึง 70%
ด้าน เกริกไกร จีระแพทย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า การสร้างสมดุลให้กับประเทศไทยต้องเกิดขึ้นในหลายมิติ การขึ้นอัตราค่าจ้างตามนโยบายรัฐบาลสามารถดำเนินการได้ แต่ต้องทำควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ดังนั้นการเปลี่ยนมิติเศรษฐกิจการค้าจึงควรดูในภาพรวม เพราะการเจริญเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพหมายถึงการใช้ทรัพยากรน้อย แต่มีความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐกิจและการลงทุน
กระนั้น ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นความเลวร้าย เพียงแต่เป็นการคิดเท่าทันแต่ยังไม่ได้ทำ เพราะมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง ฉะนั้นการจะทำให้ไทยเป็นประเทศที่แข่งขันในประชาคมที่มีคู่แข่งมากมาย ซึ่งไม่ใช่การแข่งขันบนพื้นฐานค่าจ้างที่ถูก เพราะจะไม่ทำให้เกิดสมดุลระบบเศรษฐกิจ แต่จะต้องมีความสามารถในการยืดหยุ่น ปรับตัวได้อย่างอัตโนมัติ ไม่ใช่การปรับโครงสร้างต่อเมื่อเกิดวิกฤตเท่านั้น
สิ่งที่อยากเห็นจากการปรับสมดุลประเทศไทย คือ ลดการพึ่งพาการส่งออกที่มากเกินไป จากปัจจุบันไทยต้องพึ่งพาการส่งออกมากถึง 70% ในขณะที่กระแสโลกมีความเชื่อมโยงและใกล้ชิดมากขึ้น เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก จะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกตามมาอย่างรวดเร็ว การพึ่งพาภายในประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญและควรทำ หากมองโครงสร้างการส่งออกจริงๆ แล้ว ไทยไม่ได้รับประโยชน์จากการส่งออกเท่าที่ควร โดยตัวเลขการส่งออกที่เพิ่มขึ้นทุกปี จนปัจจุบันสามารถส่งออกเกินแสนล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อพิจารณาแล้วพบว่ารายได้ที่กลับเข้ามาในประเทศมีไม่เท่าไหร่
อย่างไรก็ดี หากมองโครงสร้างการส่งออกสินค้าเกษตร กลับพบว่ารายได้ที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมด แต่มีการนำเข้ามาผลิตร่วม เมื่อแปรสภาพแล้วเป็นรายได้ที่เกิดจากสินค้าเกษตรจริงไม่เกิน 40% ส่วนสินค้าที่ไทยส่งออกอันดับต้นๆ เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ เป็นการนำเข้าชิ้นส่วนมาผลิตส่วนใหญ่ เฉลี่ยแล้วเป็นรายได้จากไทยไม่ถึง 10%
หากมองย้อนไปถึงสมดุลโครงสร้างสินค้า พบว่าสัดส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมจากอดีตจนถึงปัจจุบันไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม หรือมีสัดส่วน 7% ของการส่งออกทั้งหมด ปัจจุบันก็ยังมีสัดส่วนแค่นั้น ขณะที่สัดส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมกลับมากถึง 75% ทำให้รายได้จากการส่งออกที่ทุกฝ่ายหลงดีใจและภูมิใจว่าสามารถส่งออกเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เป็นเพียงตัวเลขลวง ถึงแม้ไทยจะเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารเลี้ยงคนทั้งโลก แต่ด้วยหลักเศรษฐศาสตร์แล้วไม่มีอะไรได้มาฟรี ทุกอย่างเป็นการลงทุน จึงต้องปรับสมดุลให้เท่าเทียมกัน รวมถึงผลักดันภาคบริการให้เพิ่มขึ้นด้วย
สิ่งที่อยากเห็นอีกอย่าง คือ การผลักดันให้ไทยมีความน่าเชื่อถือ มีศักดิ์ศรี และถูกเคารพในเวทีระหว่างประเทศ เพราะการที่ประเทศไทยจะมีการพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืน คือ ต้องผลักดันทั้งการสร้างสมดุลภายในประเทศ และมีบทบาทในเวทีโลก โดยเฉพาะเวทีอาเซียน ไทยควรเป็นหัวใจของอาเซียน เพราะไทยมีทั้งทรัพยากรและภูมิศาสตร์ที่สามารถเอื้อต่อการเป็นผู้นำในอาเซียนได้ไม่ยาก และผนึกอาเซียนเดินหน้าเจรจาบนเวทีโลกระดับต่อไป







