
พิชิต-ศุกกร ผนึกปั้น บลง.เกียรตินาคิน
แม้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เกียรตินาคิน
แม้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เกียรตินาคิน
จะชื่อใหม่ในวงการ แต่ทีมผู้บริหารคร่ำหวอดในวงการกองทุนรวมมานาน หลังจาก “ศุภกร สุนทรกิจ” เข้ามานั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการ ตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค. 2554 และล่าสุดวันที่ 4 ส.ค. ได้เปิดตัว “พิชิต อัคราทิตย์” ซึ่งมารับตำแหน่งประธานกรรมการ ตั้งแต่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา
หลังจากธนาคารเกียรตินาคินเข้ามาซื้อหุ้น บลจ.นครหลวงไทย จำนวน 60% จากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และ กบข.คงถือหุ้นอยู่ 40% การเปิดตัวแถลงวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ดัน บลจ.เกียรตินาคิน เป็น “บูติกฟันด์” ชูความแตกต่างด้านการลงทุน เป็นหนึ่งทางเลือกให้แก่ผู้ลงทุน
“พิชิต” เปิดเผยว่า วิสัยทัศน์ 4 ด้าน เพื่อทำให้ บลจ.เกียรตินาคิน ก้าวต่อไปข้างหน้า คือ 1.เป้าหมายที่จะเพิ่มขนาดสินทรัพย์ (AUM) แตะ 7 หมื่นล้านบาท ภายใน 3 ปีข้างหน้า และทะลุ 1 แสนล้านบาท ภายใน 5 ปี ซึ่งถือเป็นภารกิจที่ท้าทาย จากปัจจุบันมีสินทรัพย์ 2.25 หมื่นล้านบาท
2.นำนวัตกรรมใหม่ๆ ทางการเงินและการลงทุนมาให้บริการกับลูกค้า รวมถึงการบริหารความเสี่ยง ซึ่งมีความสำคัญและพัฒนาตลาดทุนไปพร้อมๆ กัน
3.ให้บริการลูกค้าได้รับความสะดวก รวดเร็ว และถูกต้อง ที่สำคัญมีความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งอยากทำให้ บลจ.เกียรตินาคิน เป็น บลจ.ตัวอย่าง และ 4.ผลักดัน บลจ. และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งตนเองและกรรมการผู้จัดการมีประสบการณ์มา 78 ปี มีความรู้และชำนาญที่จะรุกตลาดนี้
อย่างไรก็ตาม แต่การที่จะไปถึงเป้าหมายได้ บลจ.เกียรตินาคิน จะต้องวางโครงสร้างองค์กร บุคลากร และระบบให้พร้อม
ด้าน ศุภกร กล่าวว่า ขณะนี้มีทีมผู้จัดการกองทุน 4 คน และจะเพิ่มทีมให้ครบทุกด้านการลงทุน รวมถึงสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าเก่า ตัวแทนจำหน่าย และสิ่งสำคัญ การวางระบบภายในและบริหารความเสี่ยง เพื่อพร้อมเติบโตไปข้างหน้าติดใน 1 ใน 10 ของอุตสาหกรรม จากปัจจุบันอยู่อันดับ 15 โดยมีแผนทำธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย
ดังนั้น จึงกำหนดวิสัยทัศน์ บลจ.เกียรตินาคิน จะเป็น บลจ.ขนาดกลางที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (บูติก) โดยชูความแตกต่างในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และออกกองทุนให้ครบทุกประเภท สร้างผลงานให้เป็นที่พอใจ ที่สุดแล้วผู้ลงทุนจะเข้ามา เมื่อนั้นขนาดสินทรัพย์ก็จะเพิ่มขึ้นได้
“ปีหน้าจะเปิดเสรี ต่างชาติจะเข้ามาขายกองทุนในไทยได้มากขึ้น จึงต้องสร้างความแตกต่าง ให้คำแนะนำในผลิตภัณฑ์การลงทุนแก่ลูกค้า โดยไม่มองการลงทุนเป็นวันต่อวัน แต่จะมองเป็นไตรมาสว่าควรเพิ่มหรือลดน้ำหนักการลงทุนอะไรบ้าง บริหารแบบเวลธ์ แมนเนจเมนต์ ให้คำแนะนำด้านการลงทุนและจังหวะในการปรับพอร์ต”
สำหรับแผนออกกองทุนใหม่ในครึ่งปีหลังประมาณ 14 กองทุน หรือเพิ่มสินทรัพย์อีก 4,000 ล้านบาท ให้แตะ 2.5 หมื่นล้านบาทในปีนี้
ปัจจุบัน 80% ของมูลค่าสินทรัพย์ เป็นกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และยังเน้นต่อเนื่อง เพราะให้ผลตอบแทนที่ดี ที่เหลือเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนต่างประเทศ เป็นต้น โดยยังมีแผนออกกองทุนตราสารหนี้ที่กำหนดระยะเวลาลงทุน เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าธนาคารเกียรตินาคิน และ กบข. รวมทั้งออกกองทุนทาร์เก็ตฟันด์ 3 กอง ลงทุนหุ้นไทย ETF ประเทศจีน และ ETF สหรัฐ
สำหรับมุมมองต่อตลาดหุ้นไทย เชื่อว่าเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาจะหนุนให้ดัชนีทะลุ 1,200 จุด และขึ้นสู่เป้าหมาย 1,250 จุดได้ในปีนี้
พร้อมกันนี้ก็สนใจที่จะออกกองทุนรัฐมนตรี ซึ่งขณะนี้มี บลจ.ที่ออกกองทุนนี้แล้ว เพื่อรองรับรัฐมนตรีและนักการเมืองที่ต้องรายงานสินทรัพย์ต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จึงให้ บลจ.ดูแลสินทรัพย์ให้
จากนี้คงต้องจับตาดูว่า บลจ.แห่งนี้จะสร้างสีสันนำเครื่องมือทางการเงินใหม่ๆ ออกผลิตภัณฑ์มาเขย่าวงการได้เร็วแค่ไหน จากที่เคยฝากฝีไม้ลายมือไว้ที่ บลจ.เอ็มเอฟซี รังเก่ามาแล้ว







