
เอกชนหวั่นต้นทุนพุ่งทะยาน
การผลิตจมปลักเหตุเกษตร-อุตฯหดตัวหนักดอกเบี้ยไม่ใช่ตัวถ่วง
การผลิตจมปลักเหตุเกษตร-อุตฯหดตัวหนักดอกเบี้ยไม่ใช่ตัวถ่วง
เอกชนเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยดีขึ้น หวั่นต้นทุนทะยานเพิ่ม การผลิตยังติดหล่ม ยันดอกเบี้ยไม่ใช่ตัวถ่วง
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่า ในเดือน มิ.ย. ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจอยู่ที่ 53.1 และในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 56.7 สะท้อนมุมมองของผู้ประกอบการต่อภาวะธุรกิจในปัจจุบัน และอีก 3 เดือนข้างหน้าที่ดีขึ้น โดยอุปสรรคสำคัญของการดำเนินธุรกิจ คือ การปรับราคาสินค้าทำได้ยาก ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ และต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวขึ้น
สำหรับในอีก 3 เดือนข้างหน้าผู้ประกอบการเห็นว่าภาวะธุรกิจจะดีขึ้นจากปัจจุบัน สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้าที่ 56.7 โดยดัชนีเพิ่มขึ้นเกือบทุกด้าน ยกเว้นด้านต้นทุนที่ผู้ประกอบการเชื่อว่าต้นทุนการผลิตในอนาคตจะปรับเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบัน
ด้านดัชนีสะท้อนการใช้จ่ายในประเทศอยู่ในเกณฑ์ดี ทั้งด้านคำสั่งซื้อและการลงทุน ดัชนีกลับมาอยู่เหนือระดับ 50 ที่ 50.8 หลังจากตกลงไปต่ำกว่า 50 เป็นเวลา 2 เดือนติดต่อกัน ขณะที่ในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 59.9 สำหรับด้านการลงทุนดัชนีการลงทุนในปัจจุบันและในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่สูงต่อเนื่องที่ระดับ 57.4 และ 61.6 ตามลำดับ แสดงถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่พร้อมจะขยายการลงทุน
ด้านภาระดอกเบี้ยผู้ประกอบการเห็นว่าดอกเบี้ยจ่ายในปัจจุบันของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต
นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า ในเดือน มิ.ย. เสถียรภาพเศรษฐกิจในประเทศ อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง จากการทยอยส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในช่วงที่อุปสงค์ขยายตัวต่อเนื่อง และจากการคาดการณ์เงินเฟ้อที่อาจสูงขึ้น จากการคาดการณ์แผนการใช้จ่ายของภาครัฐในอนาคต อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 4.06% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 2.55%
ธปท.ระบุว่า การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวชะลอลงเหลือ 7.4% จากไตรมาสแรกที่ 14.3% เพราะมีการเร่งการลงทุนไปมากในช่วงก่อนหน้านี้ ส่วนการผลิตที่ชะลอลง และผลผลิตสินค้าเกษตรชะลอลง เพราะเคยเร่งตัวไปก่อนหน้านี้ โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวตามการลดลงของการผลิตในหมวดยานยนต์ที่ได้รับผลกระทบจากญี่ปุ่น และหมวดสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มลูกค้าชะลอคำสั่งซื้อลง
นายเมธี กล่าวว่า ปริมาณการนำเข้าสินค้าทุนที่ปรับลดลง จาก 34.4% เหลือ 23.5% ในเดือน มิ.ย. และผลจากต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้น จากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น และจากดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้ 2% ส่งผลให้ดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.25% นั้นยังไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนตัดสินใจเลื่อนการลงทุน เพราะบริโภคการจับจ่ายในประเทศยังโตในระดับที่ดี นักลงทุนยังมีความเชื่อมั่น







