posttoday
จากสลัมตรอกจันทร์สู่กิจการ 100 ล้านคิงสตาร์ล้มเท่าไหร่ก็ไม่ท้อสู้ไม่ถอย

จากสลัมตรอกจันทร์สู่กิจการ 100 ล้านคิงสตาร์ล้มเท่าไหร่ก็ไม่ท้อสู้ไม่ถอย

14 กุมภาพันธ์ 2553

...นราทิพย์ กวางเส็ง

ตู้สำหรับเก็บเอกสารและโต๊ะทำงานสีเทาๆ ที่เหล่าพนักงานออฟฟิศใช้งานอยู่เป็นประจำทุกวันจนเคยชินและคุ้นตา อาจทำให้หลายคนมองผ่านเพราะความคุ้นเคย แต่แล้วด้วยความคิดสร้างสรรค์ของชายคนหนึ่งที่สู้ชีวิตมาอย่างหนักหนาสาหัส ก็ได้สร้างแนวโน้มหรือเทรนด์ใหม่ให้เกิดขึ้นในโลกของการตกแต่งอย่างไม่เคยมีใครทำมาก่อน

นั่นคือการนำตู้เหล็กใส่เอกสารที่เดิมมีแต่สีเทาให้กลายเป็นตู้เอกสารหลากสีหลายสไตล์ และปรับเปลี่ยนรูปทรงไปตามความต้องการใช้งานของผู้ใช้ตามบ้าน ไม่ว่าจะเป็นที่เก็บรองเท้า ตู้ใส่เสื้อผ้า ตู้เก็บเอกสาร โต๊ะสำหรับวางโทรทัศน์และเครื่องเสียงแบบโฮมเธียเตอร์

นั่นคือ เกษม เรืองอารีย์รัชต์ ชายเชื้อสายจีนที่มีฐานะยากจน อาศัยอยู่ในสลัมย่านตรอกจันทน์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปเมื่อกว่า 50–60 ปีที่แล้วว่าเป็นชุมชนชาวจีน

เขาเรียนจบเพียงแค่ชั้น ป.4 เพราะเป็นลูกชายคนโตของบ้าน ทำให้ต้องเสียสละวัยของการศึกษาเล่าเรียนเหมือนเด็กทั่วไป ไม่ได้ใช้ชีวิตวัยเด็กอย่างสนุกสนาน เพราะต้องไปทำงานช่วยพ่อแม่หาเงินเลี้ยงครอบครัว และดูแลน้องๆ ตั้งแต่เด็ก

เมื่อเกษมโตพอจะรู้เรื่องและทำงานได้ก็เริ่มมองหาอาชีพที่เป็นหลักเป็นแหล่งมากขึ้น ซึ่งขณะนั้นอาชีพที่ชาวจีนนิยมทำกันมากที่สุด คือ การกลึงเหล็ก หรือช่างกลึงในโรงกลึง ด้วยความพากเพียรและทำงานเก็บเงินมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เมื่อเกษมมีครอบครัว จึงสามารถตั้งโรงกลึงของตนเองได้

แต่เส้นทางของชีวิตคนคนหนึ่งก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โรงกลึงในช่วงนั้นมีอยู่มากมาย เนื่องจากเป็นอาชีพที่คนจีนนิยม จึงเกิดการแข่งขันกันอย่างรุนแรง โรงกลึงของเขาจึงไม่ได้สร้างผลกำไรมากนัก และมันก็ไม่มากเพียงพอที่จะเลี้ยงชีวิตลูกน้อยอีก 4 ชีวิต ที่อยู่ในวัยเรียน

ในที่สุดเกษมจึงตัดสินใจเลิกกิจการโรงกลึงที่สร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงทำมาเป็นสิบปี แล้วรวบรวมเงินที่มีออกเดินทางไปใช้แรงงานที่ประเทศซาอุดีอาระเบียมีสัญญาจ้างงาน 2 ปีเต็ม และเป็นเวลา 2 ปีที่ต้องทำงานหนัก 2 ปีที่ต้องจากครอบครัวและบ้านเกิดเมืองนอนไปหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวและลูกๆ ด้วยความหวังว่าจะหาเงินมาได้มากพอที่จะทำให้ทุกๆ คนได้สบายและไม่ลำบากอีกต่อไป

เมื่อทำงานที่ประเทศซาอุดีอาระเบียได้ไม่ถึง 2 ปี เกษมก็เริ่มรู้ตัวว่าการเดินทางมาในครั้งนี้ถูกหลอก และถูกโกงเงินไปบางส่วน แรงงาน เวลาที่สูญเสียไป และความหวังที่วาดไว้ไม่ได้เป็นไปดั่งฝันเสียแล้ว แต่ด้วยความที่เป็นคนที่ฉลาดและช่างสังเกตจึงรู้ก่อน จึงไม่ถูกโกงไปมากกว่านี้

เหตุการณ์ครั้งนี้ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งให้เกษมได้กลับมาเมืองไทยและด้วยความไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก แม้ว่าจะล้มเหลวหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่ย่อท้อ เมื่อกลับมาเมืองไทยพร้อมกับเงินอีกส่วนหนึ่งเท่าที่หาและเก็บหอมรอมริบมาได้จากการไปใช้แรงงานในต่างประเทศ จึงลุกขึ้นสู้อีกครั้งพร้อมด้วยความมุ่งมั่นเดิมว่าจะไม่เป็นลูกน้องไปจนตาย แต่จะเป็นเถ้าแก่เจ้าของกิจการให้จงได้

เกษมจึงร่วมมือกับเพื่อนที่สนิททำเฟอร์นิเจอร์เหล็กขาย ใช้ความสามารถและความชำนาญด้านการกลึงเหล็กที่ทำมาตั้งแต่สมัยยังเป็นหนุ่ม และนำเครื่องมือจากโรงงานกลึงเหล็กที่ปิดตัวลงไปครั้งเมื่อขาดทุนอย่างหนัก มาเป็นเครื่องมือในการทำงาน ช่วยประหยัดเงินลงทุนในการดำเนินกิจการส่วนตัวครั้งนี้ และเริ่มจากขนาดเล็กๆ มีคนงานเพียง 4–5 คนเท่านั้น

นี่คือจุดเริ่มต้นของบริษัท คิง สตาร์ เฟอร์นิเจอร์ ที่ปรับเปลี่ยนตู้เหล็กสีเทาๆ สำหรับจัดเก็บเอกสาร หรือโต๊ะทำงานในออฟฟิศ มาเป็นเฟอร์นิเจอร์สีสันสดใส แข็งแรงทนทาน เรียกว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่ปฏิวัติวงการเฟอร์นิเจอร์เมืองไทยเลยก็ว่าได้

และเรื่องราวประวัติความเป็นมาของ เกษม เรืองอารีย์รัชต์ ทั้งหมด ก็มาจากคำบอกเล่าของลูกสาวคนสุดท้องของเขานั่นเอง นั่นคือ เนตรชนก อุทัยรัตน์ หรือเล็ก ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจให้กับบริษัทในยุคที่ 2 เมื่อคุณพ่อเกษมเริ่มวางมือและให้ลูกๆ ดำเนินงานต่อ

เล็ก เล่าต่อว่า ในช่วงวัยเด็กครอบครัวค่อนข้างยากลำบาก ขณะที่พ่อออกไปทำงานต่างประเทศ แม่และลูกๆ ต้องช่วยกันทำงานหารายได้ทุกทางเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะได้เงินมากหรือน้อยก็ทำหมด เช่น รับจ้างพับถุงกระดาษตอนปิดเทอม รับแพ็กขนมขาย ทำให้ช่วงเวลาในวัยเด็กขาดหายไป มีเพียงช่วงเวลาแห่งการเรียนเท่านั้น เพราะถ้ามัวแต่ไปเล่นก็จะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมและไม่ได้เรียนหนังสือตามความตั้งใจของพ่อที่ต้องการให้ลูกๆ ทุกคนได้รับการศึกษาอย่างพอเพียง ทดแทนที่ตนเองนั้นไม่ได้รับเมื่อสมัยยังเป็นเด็ก

ไม่ใช่แค่เพียงต้องทำงานเท่านั้น เมื่อตอนเป็นเด็กบางครั้งเงินไม่พอไปซื้อน้ำมันทอดไข่ ก็ต้องกินข้าวกับไข่สดๆ ที่ตอกลงไปกวนกับข้าวร้อนๆ ซึ่งไม่มีใครเขากินกัน แต่ด้วยความที่ยากจนก็ต้องกิน

เล็ก เล่าด้วยความขำขันว่า “ตอนเด็กไม่รู้หรอกว่าไม่มีใครเขากินกัน เพราะแม่หลอกว่าเป็นของอร่อยสุดยอดเลย ใครได้กินเรียกว่าได้กินของอร่อยที่สุดแล้ว พี่ๆ น้องๆ ไม่รู้เรื่องก็กินกันใหญ่เลย”

แต่ไม่ว่าชีวิตวัยเด็กจะเหนื่อยยากสักเพียงใดก็ตาม ลูกๆ ทุกคนก็ไม่รู้สึกถึงความยากลำบาก และมีความสุขเพราะครอบครัวอบอุ่น พ่อแม่สอนให้รู้จักทำงานตั้งแต่เด็ก เห็นคุณค่าของเงิน สอนให้ตั้งใจเรียนเพราะค่าเรียนแพง

หลังจากที่พ่อเกษมทำเฟอร์นิเจอร์เหล็กมาได้ 5 ปี ธุรกิจก็เริ่มดีขึ้น ฐานะทางการเงินเริ่มดีขึ้น เนื่องจากขายสินค้าได้ มีกำไร ก็เริ่มขยับขยายกิจการ เริ่มซื้อที่เพิ่มขยายโรงงาน รับคนงานเพิ่ม อันเป็นช่วงเดียวกันกับที่ลูกๆ เรียนจบมหาวิทยาลัยกันหมดแล้ว โดยพี่ชายคนโตเป็นทันตแพทย์ พี่ชายคนที่สอง พี่สาวคนที่สาม และเล็ก น้องสาวคนสุดท้อง ช่วยพ่อเกษมทำงาน แต่มีข้อแม้ว่าก่อนที่จะเข้ามาทำงานในบริษัท พ่อจะต้องออกไปทำงานบริษัทข้างนอกก่อน เพื่อให้รู้จักการเป็นลูกน้องก่อน เมื่อรู้จักการเป็นลูกน้องแล้วจะได้กลับมาเป็นเจ้านายหรือหัวหน้าที่ดีให้กับลูกน้อง

“เวลาหลายสิบปีแห่งความยากลำบากกำลังจะผ่านพ้นไป แต่แล้ววิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ก็สร้างผลกระทบให้กับบริษัท คิงสตาร์ ไม่น้อย เพราะแม้จะไม่ได้มีเงินกู้กับต่างชาติ แต่วิกฤตก็ทำให้ขายสินค้าไม่ได้ เนื่องจากบริษัทปิดตัวไปจำนวนมาก ดีลเลอร์ที่นำเฟอร์นิเจอร์ของเราไปขายก่อนก็ไม่มีเงินจ่ายคืนให้กับบริษัท ส่งผลให้บริษัทกลายเป็นหนี้ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นคนก่อ”

ผลจากวิกฤตในครั้งนั้นทำให้บริษัทต้องปรับปรุงการดำเนินงาน โดยพี่ชายคนที่สองริเริ่มสร้างฝ่ายขายหรือเซลส์ขึ้น เพื่อให้บริษัททำงานแบบครบวงจร มีฝ่ายผลิตและฝ่ายขาย ลดปัญหาเรื่องพ่อค้าคนกลางและเรื่องเงิน

ตอนนั้นเมื่อลูกค้าประจำซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ ประสบปัญหาเศรษฐกิจ จึงปรับแผนด้วยการออกหาลูกค้าในต่างจังหวัด ต่างประเทศ รวมถึงการออกงานแสดงสินค้าต่างๆ เพื่อช่วยการขาย แนะนำสินค้า สร้างการรับรู้สินค้าในตลาดใหม่ๆ เพียง 6 เดือน ก็สามารถชำระหนี้สินกว่า 10 ล้านบาทได้หมด พนักงานที่เคยจ้างออกก็เรียกกลับมาทำงานใหม่

และแล้วเวลาแห่งวิกฤตได้ผ่านพ้นไป แสงทองจากขอบฟ้าวันใหม่ก็ฉายอีกครั้ง พร้อมกับยุคของผู้บริหารชุดใหม่ นั่นคือทายาทที่เข้ามารับตำแหน่งในการบริหารงานกันอย่างเต็มตัวส่วนคุณพ่อเกษมนั้นก็เป็นที่ปรึกษา แต่ปล่อยให้ลูกๆ ได้แสดงฝีมือกันอย่างเต็มที่รวมถึงไม่กลัวว่าจะผิดพลาด ด้วยแนวคิดที่ว่าชีวิตลำบากมาหลายต่อหลายครั้งก็ยังฝ่าฟันมาได้ทุกครั้ง จะล้มอีกสักครั้งก็คงไม่เป็นไร

นับตั้งแต่รุ่นลูกๆ เข้ามาบริหารงาน ก็มีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น การขยายตลาดไปต่างประเทศมากขึ้น ไอเดียการออกแบบตู้แบบใหม่ที่มีรูปลักษณ์และสีสันลวดลายที่แปลกตา ทันสมัย และน่าใช้มากยิ่งขึ้น เริ่มขยายจุดขายเข้าไปในโมเดิร์นเทรด ออกงานแสดงสินค้ามากขึ้น

ส่วนวิกฤตเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา บริษัทไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากมีบทเรียนจากปี 2540 มาแล้ว ดังนั้นในปี 2551 ทางบริษัทจึงเตรียมตัวรับกับวิกฤตไว้หลายด้าน ประกอบกับลักษณะของบริษัทเป็นองค์กรขนาดเล็ก ทำให้มีความกระชับฉับไวในการปรับเปลี่ยนแผน เมื่อพบกับปัญหาก็รีบแก้ไขในทันที

ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนส่งออกอยู่ราว 30% จำหน่ายภายในประเทศ 70% ส่วนสัดส่วนสินค้าที่เป็นเฟอร์นิเจอร์มีสัดส่วนอยู่ 70% และใช้ในสำนักงาน 30% ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นออฟฟิศที่ออกแบบอย่างมีดีไซน์ทันสมัย

จากชีวิตที่อดมื้อกินมื้อ ชีวิตที่ต้องทำงานอย่างหนัก ชีวิตที่อาศัยอยู่ในสลัม ด้วยความมุมานะอดทน วันนี้บริษัท คิงสตาร์มีรายได้ปีที่ผ่านราว 100 ล้านบาท ทุกคนในครอบครัวมีความเป็นอยู่สุขสบายมากขึ้น แต่ก็ยังใช้ชีวิตอย่างประหยัด ไม่สุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือย อย่างคุณพ่อเกษมแม้จะมีเงินมากพอจะเปลี่ยนรถได้บ่อยๆ ก็ไม่ยอมเปลี่ยนด้วยเหตุผลที่ว่าของเก่าก็ยังใช้ได้ดีอยู่

นี่คือความเป็นมาของคนคนหนึ่งที่ผ่านความลำบากและเหนื่อยยาก แต่ไม่เคยกลัวและย่อท้อ หากวันนี้คุณกำลังประสบความลำบาก จงอย่ายอมแพ้ง่ายๆ ถ้าใจเรายังสู้อยู่ และไม่ล้มเลิกความพยายามที่จะเดินไปสู่เป้าหมาย สักวันหนึ่งคุณจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน