
ไออาร์พีซีทุ่ม 2,700ล.ทำโรงผลิตเม็ดพลาสติก
ไออาร์พีซี เดินหน้าลงทุนอีก 2,700 ล้านบาท สร้างโรงผลิตเม็ดพลาสติก เอบีเอส จากยางพารา ต่อยอดนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์สีเขียว ให้มีสัดส่วน 40% ในปี 2557
ไออาร์พีซี เดินหน้าลงทุนอีก 2,700 ล้านบาท สร้างโรงผลิตเม็ดพลาสติก เอบีเอส จากยางพารา ต่อยอดนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์สีเขียว ให้มีสัดส่วน 40% ในปี 2557
นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลี่ยมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ ปตท. กรรมการและรักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี กล่าวว่า บริษัทได้วางแผนลงทุนอีก 90 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2,700 ล้านบาท (30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ) ในการสร้างโรงงานผลิตเม็ดพลาสติก โพลีแมกซ์ กรีน เอบีเอส ซึ่งเป็นเม็ดพลาสติกที่ผลิตจากยางพาราสามารถใช้ทดแทนยางสังเคราะห์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมัน ในจังหวัดระยองที่มีพื้นที่ปลูกยาพารา คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2556 และจะมีกำลังการผลิต 6 หมื่นตันต่อปี
ทั้งนี้ ทางบริษัทมีเป้าหมายที่จะผลักดันการผลิตผลิตภัณฑ์สีเขียว ในอยู่ในสัดส่วน 40% ภายในปี 2557 ปัจจุบัน บริษัทสามารถผลิตได้แล้ว 30% ซึ่งถือว่าเร็วกว่าเป้าที่ตั้งไว้ และแนวทางดังกล่าวยังเป็นการสร้างความแตกต่างในแง่สินค้าและราคา เพื่อแข่งขันกับผู้ผลิตระดับโลกอีกด้วย
นอกจากนี้ การผลิตดังกล่าวยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในจังหวัดระยองอีกด้วย โดยบริษัทมีเป้าที่จะผลิต โพลีแมกซ์ กรีน เอบีเอส 3,500 ตันต่อปี จากกำลังการผลิต เอบีเอส ทั้งหมด 1.2 แสนตันต่อปี และในปี 2556 เมื่อโรงงานที่ 6 สร้างเสร็จ จะมีกำลังการผลิตทั้งสิ้น 1.8 แสนตันต่อปี
สำหรับ สินค้า โพลีแมกซ์ กรีน เอบีเอส ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์สีเขียวใหม่ ที่ทางบริษัทจะต้องหาตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อขยายตลาดในอนาคต โดยสามารถนำไปเป็นส่วนประกอบการในการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ประกอบรถยนต์ ล่าสุด บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายพัดลม ฮาตาริ ได้นำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปเป็นส่วนหนึ่งในการผลิตพัดลมขนาด 18 นิ้ว
เพื่อยกระดับสินค้าในอยู่ในเกรดพรีเมี่ยม และยังได้รับสิทธิประโยชน์ในการส่งออกไปยังประเทศในทวีปยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น อีกด้วย
“การขยายตลาดเป็นหน้าที่ของบริษัท ซึ่งในขณะนี้มีบริษัทไทยอีก 1 สนใจจะนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปผลิตสินค้า ในขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลอง หากสามารถทำได้จะประกาศอย่างเป็นทางการ และหากผู้ประกอบการผลิตอุปกรณ์รถยนต์นำไปใช้ผลิตจะยิ่งผลักดันให้ตลาดเม็ดพลาสติกจากยาพาราเติบโต โดยราคาเม็ดพลาสติกธรรมชาติแพงกว่าเม็ดพลาสติกสังเคราะห์อยู่ 10 – 20%” นายไพรินทร์ กล่าวเพิ่มเติม







