
แบงก์ชาติออกพันธบัตรสกัดเงินเฟ้อ
ก.ค.นี้คลอดอีก1.15แสนล. ดูดสภาพคล่องสูงจากระบบ
ก.ค.นี้คลอดอีก1.15แสนล. ดูดสภาพคล่องสูงจากระบบ
ธปท.เตรียมออกพันธบัตรเดือน ก.ค.นี้ อีก 1.15 แสนล้านบาท เพื่อดูดซับสภาพคล่องจากระบบ สกัดเงินเฟ้อ
นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกประกาศเพื่อกำหนดแผนการออกพันธบัตร ธปท. อายุ 14 วัน ในเดือน ก.ค.ปีนี้ เพิ่มเติมในวงเงิน 1.15 แสนล้านบาท
การออกพันธบัตรดังกล่าวเพื่อดูดสภาพคล่องในระบบ แบ่งเป็น พันธบัตร ธปท. รุ่น พ.57/14/54 วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท เปิดประมูลในวันที่ 21 ก.ค. 2554 ชำระเงินวันที่ 25 ก.ค. 2554 ครบกำหนดวันที่ 8 ส.ค. 2554 และรุ่น พ.58/14/54 วงเงิน 5.5 หมื่นล้านบาท ประมูลวันที่ 22 ก.ค. 2554 วันที่ชำระวันที่ 26 ก.ค. 2554 ครบกำหนดวันที่ 9 ส.ค. 2554
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา ธปท.กำหนดพันธบัตรอายุ 14 วัน เพื่อดูดซับสภาพคล่องในระบบไปแล้วในวงเงิน 1.25 แสนล้านบาท แบ่งเป็นการประมูลในวันที่ 13 ก.ค. วงเงิน 6.5 หมื่นล้านบาท และวันที่ 14 ก.ค. วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า การออกพันธบัตรวงเงินกว่า 2 แสนล้านบาท เพื่อดูดซับสภาพคล่องในระบบของ ธปท.ในช่วงนี้ เนื่องจาก ธปท.ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของนโยบายทางการเงินให้เห็นผลเร็วขึ้น จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวด้วยว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยมีสภาพคล่องในระบบสูง จากภาวะเงินทุนไหลเข้าและการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้มีสัดส่วนเงินทุนสำรองในปัจจุบันอยู่ที่ 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
“สภาพคล่องในระบบขณะนี้มีอยู่เยอะมาก เงินไหลออกไปแล้วก็ไหลกลับเข้ามา ส่งผลให้การดำเนินนโยบายทางการเงินของ ธปท.เห็นผลได้ช้า ดังนั้น ธปท.จึงต้องออกพันธบัตรเพื่อมาดูดซับสภาพคล่องบางส่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของนโยบายการเงิน ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นการทำพร้อมๆ กับการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อให้เห็นผลเร็วขึ้น” นายเชาว์ กล่าว
แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้เงินไหลกลับเข้ามาในประเทศอีกครั้ง หลังจากที่ไหลออกไปช่วงก่อนการเลือกตั้งที่นักวิเคราะห์มองว่าการเลือกตั้งของไทยไม่ได้ทำให้ปัญหาการเมืองในประเทศจบ แต่ขณะนี้สถานการณ์เศรษฐกิจในสหรัฐย่ำแย่ หนี้สาธารณะสูงจนมีแนวโน้มอาจจะถูกลดอันดับเครดิต ทำให้เงินเริ่มไหลออกมาลงทุนในไทยมากขึ้น ทำให้ค่าเงินบาทเริ่มแข็งค่าขึ้นโดยหลุดระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังสภาพคล่องมีแนวโน้มตึงตัวขึ้น จากการขยายตัวของเศรษฐกิจและการกระตุ้นการใช้จ่ายจากนโยบายของภาครัฐ เห็นได้จากการระดมเงินฝากของธนาคารพาณิชย์เพื่อรองรับการขยายตัวของสินเชื่อล่วงหน้า
นายสุทัศน์ เรืองมานะมงคล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทิสโก้ กล่าวว่า การแข่งขันระดมเงินฝากอย่างรุนแรงของธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากปัญหาการขาดสภาพคล่อง เนื่องจากขณะนี้สภาพคล่องในระบบยังมีอยู่สูงถึง 2 ล้านล้านบาท แต่เป็นการระดมเงินล่วงหน้าเพื่อรองรับการเติบโตของสินเชื่อในอนาคตที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดี จากการลงทุนในโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ซึ่งจะช่วยกระตุ้นสินเชื่อทั้งระบบ







