เบื้องหลังส่งตัว 'เฉิน จื้อ' จุดตัดอำนาจ จีน-สหรัฐฯ บนสมรภูมิอาชญากรรมไซเบอร์
กัมพูชาส่งตัว ‘เฉิน จื้อ’ เจ้าของอาณาจักร Prince Group กลับจีน ตัดหน้าสหรัฐฯ นักวิเคราะห์ชี้ เป็นเกมตัดตอน ป้องกันความลับโยงเจ้าหน้าที่เอี่ยวทุนเทารั่วสู่ศาลตะวันตก
KEY
POINTS
- การที่กัมพูชาส่งตัว ‘เฉิน จื้อ’ ให้ทางการจีนทันที ถือเป็นการปิดประตูไม่ให้สหรัฐฯ นำตัวไปดำเนินคดี ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าจีนต้องการ "ตัดตอน" ไม่ให้ข้อมูลความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มทุนสีเทากับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนรั่วไหลในชั้นศาลตะวันตก
- อาณาจักร Prince Group ถูกกระชากหน้ากากว่าเป็นเพียงฉากบังหน้าของขบวนการค้ามนุษย์และสแกมเมอร์ระดับโลก โดยสหรัฐฯ ได้ยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องไปแล้วกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ นับเป็นการยึดทรัพย์ครั้งประวัติศาสตร์
- รัฐบาลกัมพูชาเลือกส่งตัวผู้ต้องหาให้จีนเพื่อลดแรงกดดันจากนานาชาติที่มองว่าพนมเปญเป็นแหล่งกบดานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขณะเดียวกันก็ยังรักษาความสัมพันธ์อันดีกับ "พี่ใหญ่" อย่างจีนไว้ได้
หากพิจารณาบริบทความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ การจับกุมและส่งตัว เฉิน จื้อ (Chen Zhi) มหาเศรษฐีวัย 38 ปี ผู้ทรงอิทธิพลในกัมพูชา กลับไปยังประเทศจีน ถือเป็น "เกมซ้อนกล" ที่น่าจับตามองอยู่ไม่น้อย
ทางการกัมพูชาและสื่อรัฐบาลจีนยืนยันตรงกันถึงปฏิบัติการสายฟ้าแลบ เริ่มจากการเพิกถอนสัญชาติกัมพูชาของเฉิน จื้อก่อนจะส่งตัวเขาพร้อมทีมงานชาวจีนอีก 2 คน ขึ้นเครื่องบินกลับปักกิ่งทันที ทิ้งให้หมายจับของอัยการสหรัฐฯ กลายเป็นเพียงแผ่นกระดาษเปล่าที่ไร้อำนาจในการบังคับใช้ในทันที
"Prince Group" กับเบื้องหลังโรงงานสแกมเมอร์
ในสายตาคนทั่วไป เฉิน จื้อ คือประธาน "Prince Group" กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจกัมพูชา มีพอร์ตการลงทุนทั้งโรงแรมหรู ธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์มูลค่ามหาศาล
แต่ข้อมูลจากอัยการสหรัฐฯ กลับฉายภาพอีกด้านที่มืดมนกว่านั้น โดยระบุว่าอาณาจักรธุรกิจของเฉิน จื้อเติบโตขึ้นจากหยาดเหงื่อของแรงงานทาส และเม็ดเงินที่ได้มาแบบทุจริตจากการหลอกลวงเหยื่อทั่วโลกผ่านกลโกงแบบ "Pig Butchering" หรือการหลอกให้รักแล้วชวนลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี โดยเครือข่ายนี้ทำรายได้สูงสุดถึงวันละ 30 ล้านดอลลาร์ (กว่า 1 พันล้านบาท)
ความซับซ้อนของขบวนการนี้อยู่ที่เส้นทางการเงิน สหรัฐฯ พบหลักฐานว่ามีการฟอกเงินผ่าน "บริษัทนอมินี" กว่า 100 แห่งกระจายอยู่ใน 12 ประเทศ เพื่อแปลงสินทรัพย์ดิจิทัลให้เป็นทรัพย์สินที่จับต้องได้ ทั้งคฤหาสน์หรูในลอนดอน เครื่องบินส่วนตัว และงานศิลปะราคาแพง
โดยสหรัฐฯ ได้ดำเนินการยึดทรัพย์สินคริปโตฯ ที่เกี่ยวข้องไปแล้วกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งนับว่าเป็นมูลค่ามหาศาลที่สุดเท่าที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เคยดำเนินการมา
ทำไมต้องจีน? ยุทธการ "ตัดตอน" เพื่อความมั่นคง
ประเด็นร้อนที่นักวิเคราะห์ต่างตั้งข้อสังเกตคือ เหตุใดกัมพูชาจึงเลือกส่งตัวให้จีน ทั้งที่สหรัฐฯ เป็นผู้เสียหายหลักและออกหมายจับ เฉิน จื้อ มาอย่างยาวนาน?
คำตอบอาจเป็น "ความลับ" ที่เฉิน จื้อกุมไว้
เจคอบ ซิมส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมข้ามชาติจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มองว่า การส่งตัวครั้งนี้ "ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว" สำหรับกัมพูชา
คือช่วยลดกระแสกดดันจากชาติตะวันตกที่มองว่ากัมพูชาเพิกเฉยต่อแก๊งสแกมเมอร์หรืออาชญากรรมข้ามชาติ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นการตอบสนองความต้องการของปักกิ่งที่ต้องการเก็บคดีนี้ให้เป็นเรื่องภายใน
นักวิเคราะห์เชื่อว่า จีนคงไม่สบายใจนักหากเฉิน จื้อต้องไปขึ้นศาลสหรัฐฯ เพราะมีความเสี่ยงสูงที่ข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างเครือข่ายธุรกิจสีเทากับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนจะถูกเปิดเผย ซึ่งถือเป็นประเด็นเปราะบางทางการเมืองที่จีนไม่สามารถยอมให้เกิดขึ้นได้
ช่องว่างทางกฎหมาย เมื่อผู้ร้ายข้ามแดนกลายเป็นตัวประกันทางการเมือง
เนื่องจากจีนและสหรัฐฯ ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ประกอบกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โอกาสที่เฉิน จื้อจะถูกส่งต่อให้ทางการสหรัฐฯ จึงเรียกได้ว่าแทบเป็นศูนย์
สถานการณ์นี้ทำให้สหรัฐฯ ทำได้เพียงยึดทรัพย์สิน แต่ไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายของตนได้
ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ในโลกของอาชญากรรมข้ามชาติยุคใหม่ "อำนาจอธิปไตย" และ "ผลประโยชน์แห่งรัฐ" ยังคงมีน้ำหนักเหนือกว่ากระบวนการยุติธรรมสากล
ท้ายที่สุด กรณีของ ‘เฉิน จื้อ’ อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่มีอำนาจตัดสินชะตากรรมของอาชญากรตัวเป้ง อาจไม่ใช่ประเทศที่เป็นผู้เสียหายสูงสุด แต่เป็นประเทศที่ถือไพ่เหนือกว่าในกระดานการเมืองระหว่างประเทศ


