
เจาะลึกกลไก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แบ่ง2แผนงานหลักเยียวยา-ฟื้นฟูพลังงาน
KEY
POINTS
- รัฐบาลออก พ.ร.ก. กู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขวิกฤตราคาพลังงานและผลกระทบต่อค่าครองชีพ
- วงเงินกู้ถูกแบ่งออกเป็น 2 แผนงานหลักเท่ากัน แผนงานละ 2 แสนล้านบาท
- แผนงานแรกเน้นการเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการ ส่วนแผนงานที่สองเน้นการฟื้นฟูโครงสร้างพลังงานและลงทุนในพลังงานทดแทน
เปิดรายละเอียดพ.ร.ก.กู้เงินพลังงานปี 2569 แบ่งวงเงินคนละครึ่ง 2 แสนล้านบาท ระหว่างการช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน กับการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทดแทนและคาร์บอนเครดิต ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังและสภาพัฒน์ฯ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน
รายงานพิเศษ: เจาะลึกกลไก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ผ่าวิกฤตพลังงาน 2569
สรุปใจความสำคัญและเหตุผลความจำเป็น
รัฐบาลมีความจำเป็นต้องตราพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. 2569 เนื่องจากวิกฤตการณ์ราคาพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชนอย่างหนัก รัฐจึงต้องมีงบประมาณวงเงิน 400,000 ล้านบาท สำหรับเข้าแทรกแซงสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ
กรอบวงเงินและกำหนดระยะเวลาการกู้เงิน
ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ กระทรวงการคลังได้รับอำนาจกู้เงินรวมไม่เกิน 400,000 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องดำเนินการกู้เงินให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570 เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ระบบพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
รายละเอียด 2 แผนงานหลักตามบัญชีท้าย พ.ร.ก.
งบประมาณถูกจัดสรรแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเท่ากัน ส่วนละ 200,000 ล้านบาท ดังนี้
- แผนงานที่ 1: เน้นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและเยียวยาประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ เพื่อประคับประคองธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ
- แผนงานที่ 2: เน้นการเปลี่ยนผ่านและเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน เช่น การลงทุนในพลังงานทดแทน ระบบคาร์บอนเครดิต การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการพัฒนาทักษะทรัพยากรมนุษย์
โครงสร้างการบริหารและหน่วยงานผู้รับผิดชอบ
การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ประกอบด้วย คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้อนุมัติแผนงานตามที่เสนอ, กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานหลักในการกู้เงินและบริหารจัดการหนี้สาธารณะ และคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยมีสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของโครงการกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ
องค์ประกอบและหน้าที่คณะกรรมการกลั่นกรองฯ
คณะกรรมการกลั่นกรองฯ นำโดยปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมด้วย ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ, ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, เลขาธิการ สศช. และผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 5 คน มีอำนาจพิจารณากลั่นกรองโครงการ ตรวจสอบการใช้จ่าย และกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานให้เป็นไปตามระเบียบที่เคร่งครัด เพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ภาคเศรษฐกิจ
มาตรการควบคุมความโปร่งใสและการติดตามผล
เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาล คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ต้องรายงานความก้าวหน้า ปัญหา และอุปสรรคต่อคณะรัฐมนตรีอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และมีอำนาจในการเสนอให้ปรับลดวงเงินหรือยุติโครงการทันทีหากพบว่าการดำเนินงานไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ นอกจากนี้ยังต้องจัดทำมาตรการแก้ไขปัญหาเพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคุ้มค่าต่อการลงทุนของภาครัฐในระยะยาว
แหล่งที่มาประกอบเนื้อหา : ราชกิจจานุเบกษา (คลิก)







