
จับตาเกมจัดทัพ DSI ใครคุมคน คนนั้นคุมคดีร้อน
กระแสเปลี่ยนอธิบดีและรองอธิบดี DSI ถูกโยงเข้ากับคดีการเมืองหลายสำนวน แม้กระทรวงยุติธรรมยืนยันว่ายังไม่มีแผนโยกย้าย
KEY
POINTS
- กระทรวงยุติธรรมยืนยันว่ายังไม่มีแผนเปลี่ยนผู้บริหาร DSI และกรมคุมประพฤติ กระแสโยกย้ายจึงยังไม่ใช่ข้อยุติ
- บทบาทของร้อยตำรวจเอก ปิยะในคณะอนุกรรมการคดีฮั้ว สว. ทำให้การเสนอชื่อเป็นอธิบดี DSI ถูกตรวจสอบเป็นพิเศษ
- ตัวชี้วัดสำคัญไม่ใช่การโยกย้ายเพียงอย่างเดียว แต่คือคดีสำคัญถูกเปลี่ยนทีม ชะลอ หรือเปลี่ยนแนวทางหลังแต่งตั้งหรือไม่
จับตาเกมจัดทัพ DSI ใครคุมคน คนนั้นคุมคดีร้อน
กระแสข่าวโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI กำลังกลายเป็นประเด็นการเมืองก่อนฝ่ายค้านเปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะหน่วยงานนี้ถือสำนวนคดีที่เชื่อมโยงกับนักการเมืองและผู้มีอำนาจหลายเรื่อง
จุดที่ถูกจับตามากที่สุดคือ ข่าวสลับตำแหน่งระหว่าง ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ กับพันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI รวมถึงกระแสปรับทีมรองอธิบดีถึง 3 ตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ ยืนยันว่า ขณะนี้ ยังไม่มีแนวคิดเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองกรม
ข้อเท็จจริงในเวลานี้จึงมีเพียง “กระแสข่าว” และยังไม่มีคำสั่งโยกย้ายอย่างเป็นทางการ แต่เหตุที่เรื่องนี้ไม่จบลงง่าย ๆ เพราะตัวบุคคลและคดีที่อยู่ในมือ DSI เชื่อมโยงกับความขัดแย้งทางการเมืองโดยตรง
เหตุใดเก้าอี้ DSI จึงมีน้ำหนักทางการเมือง
DSI อาจมีขนาดเล็กกว่ากรมคุมประพฤติ เมื่อพิจารณาจากกำลังคน งบประมาณ และภารกิจ แต่ความสำคัญทางการเมืองไม่ได้วัดจากขนาดหน่วยงานเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ทำให้ DSI ถูกจับตาคืออำนาจสอบสวนคดีพิเศษและแฟ้มคดีสำคัญที่อยู่ในความรับผิดชอบ ทั้งคดีฮั้วเลือกสว. คดีเขากระโดง คดีรันเวย์สนามบินขนงพระ คดีฟอกเงิน คดีอั้งยี่ คดี Forex และคดีเว็บพนันออนไลน์ที่ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
การเปลี่ยนผู้บริหารจึงไม่ได้กระทบเพียงสายบังคับบัญชา แต่อาจสร้างคำถามว่า ผู้บริหารชุดใหม่จะกำหนดลำดับความสำคัญ ตรวจสำนวน หรือเร่งรัดคดีต่างจากเดิมหรือไม่ แม้การโยกย้ายโดยตัวมันเองยังไม่ใช่หลักฐานว่าฝ่ายการเมืองแทรกแซงคดีก็ตาม
จังหวะเวลาและแฟ้มคดีในมือจุดกระแสโยกย้าย
สาเหตุโดยตรงที่ทำให้กระแสโยกย้ายได้รับความสนใจคือจังหวะเวลาที่เกิดขึ้นก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประกอบกับ DSI กำลังถือคดีซึ่งฝ่ายค้านเตรียมนำไปอภิปรายรัฐบาล
ฝ่ายข้าราชการประจำบางส่วนมองว่า การย้ายอธิบดีกรมคุมประพฤติมาเป็นอธิบดี DSI อาจไม่ใช่การเลื่อนตำแหน่ง เพราะกรมคุมประพฤติมีกำลังคน งบประมาณ และขอบเขตงานมากกว่า จึงอาจถูกมองเป็นการ “ลดศักดิ์” และประเมินว่าการสลับตำแหน่งไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะใกล้
อีกด้านหนึ่งมองว่า อำนาจของ DSI อยู่ที่สำนวนคดี ไม่ใช่ขนาดกรม ผู้ควบคุมหน่วยงานย่อมมีบทบาทกำกับทิศทางการทำงานและบริหารผู้รับผิดชอบคดีสำคัญ จึงเกิดข้อสงสัยว่ารัฐบาลอาจต้องการบุคคลที่ไว้วางใจได้เข้ามาคุมหน่วยงาน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่แสดงคำสั่งโยกย้ายหรือหลักฐานว่ารัฐบาลสั่งเปลี่ยนแนวทางสอบสวนคดีใด ข้อสังเกตเรื่องกระชับอำนาจจึงยังเป็นการตีความทางการเมือง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว
บทบาทในคดีฮั้ว สว. ชื่อ “ปิยะ” ถูกตรวจสอบหนักขึ้น
ร้อยตำรวจเอก ปิยะไม่ใช่บุคคลภายนอก DSI เพราะเคยทำงานในกรมมาเป็นเวลานาน แต่บทบาทที่ทำให้ถูกจับตาคือการเป็นประธานคณะอนุกรรมการวินิจฉัยและชี้ขาดคดีฮั้ว สว. ชุดที่ 36 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ข้อมูลระบุว่า คณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ซึ่งทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. และ DSI เคยรวบรวมพยานหลักฐานและเส้นทางการเงิน ก่อนเสนอให้ดำเนินคดีกับสมาชิกวุฒิสภาและผู้สมัครรวม 229 ราย แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ที่มีร้อยตำรวจเอก ปิยะเป็นประธาน ที่ประชุมกลับมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องทั้งหมด
ความแตกต่างระหว่างข้อเสนอของ 2 คณะทำงานเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายค้านตั้งคำถามว่า การพิจารณาหลักฐานเปลี่ยนไปเพราะเหตุใด หากร้อยตำรวจเอก ปิยะได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดี DSI จริง คำถามเดิมย่อมตามไปถึงความเป็นอิสระของคดีฮั้ว สว. และคดีอื่นที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายรัฐบาล
ภาพของร้อยตำรวจเอก ปิยะรอต้อนรับนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล บริเวณลานจอดเครื่องบิน และการได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แต่เหตุการณ์เหล่านี้เพียงอย่างเดียวยังไม่พิสูจน์ว่าเป็นรางวัลทางการเมืองหรือมีข้อตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ การเชื่อมโยงดังกล่าวจึงต้องระบุให้ชัดว่าเป็นข้อสงสัย ไม่ใช่ข้อยุติ
ผู้ที่เสียประโยชน์จากข้อสงสัยนี้ไม่ได้มีเพียงรัฐบาล แต่รวมถึง DSI และกระบวนการพิจารณาคดีฮั้ว สว. เพราะแม้ยังไม่มีการแทรกแซง ความไม่ชัดเจนเรื่องการแต่งตั้งก็อาจลดความเชื่อมั่นต่อผลสอบสวนได้
เปลี่ยนรองอธิบดีอาจสำคัญกว่าการเปลี่ยนหัวหน้ากรม
กระแสข่าวอีกส่วนระบุว่า รองอธิบดี DSI บางรายอาจถูกย้ายไปหน่วยงานอื่น เพื่อเปิดตำแหน่งว่าง 3 ตำแหน่ง และเลื่อนผู้อำนวยการกองคดีขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน หากเกิดขึ้นจริง การเปลี่ยนแปลงระดับนี้อาจมีผลต่อการบริหารคดีโดยตรงมากกว่าการเปลี่ยนอธิบดีเพียงคนเดียว
รายชื่อที่ถูกกล่าวถึง ได้แก่ ร้อยตำรวจเอกเขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้รับผิดชอบคดี Forex และเว็บพนันออนไลน์ รวมถึงพันตำรวจโทณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ดูแลคดีเขากระโดง คดีรันเวย์สนามบินขนงพระ ตลอดจนคดีหมูและตีนไก่ผิดกฎหมาย
การเลื่อนผู้ถือสำนวนขึ้นเป็นรองอธิบดีอาจอธิบายได้2ทาง ทางแรกคือการใช้ประสบการณ์ของผู้ทำคดีโดยตรงมาบริหารงานระดับสูง ซึ่งอาจช่วยให้คดีเดินหน้าเร็วขึ้น ทางที่สองคือการจัดสายบังคับบัญชาใหม่เพื่อควบคุมทิศทางสำนวน ทั้งสองคำอธิบายยังต้องรอคำสั่งจริงและเหตุผลอย่างเป็นทางการ
พริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคฝ่ายค้านจึงตั้งข้อสังเกตว่า หากการโยกย้ายเกิดขึ้นตามข่าว รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่าเป็นการบริหารงานตามปกติ หรือเป็นการเปลี่ยนข้าราชการเพื่อให้เกิดผลดีต่อคดีที่ฝ่ายรัฐบาลกำลังถูกกล่าวหา
ฝ่ายรัฐบาลอาจได้ประโยชน์หากสามารถลดแรงกดดันจากคดีการเมืองได้ แต่หากอธิบายเหตุผลของการโยกย้ายไม่ได้ รัฐบาลก็อาจเสียประโยชน์มากกว่าเดิม เพราะฝ่ายค้านสามารถใช้ทั้งตัวคดีและข้อสงสัยเรื่องแทรกแซงหน่วยงานสอบสวนเป็นประเด็นอภิปรายพร้อมกัน
ฉากทัศน์หลังจากนี้
1. ผู้บริหารชุดเดิมอยู่ต่อ และกระแสโยกย้ายชะลอลง
ฉากทัศน์นี้สอดคล้องกับคำยืนยันของปลัดกระทรวงยุติธรรมว่า ยังไม่มีแนวคิดเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูง หากไม่มีคำสั่งใหม่ พันตำรวจตรี ยุทธนาและผู้บริหารชุดเดิมจะทำหน้าที่ต่อไป
รัฐบาลอาจลดแรงกดดันเรื่องแทรกแซง DSI ได้ชั่วคราว แต่ฝ่ายค้านยังสามารถอภิปรายความเชื่อมโยงระหว่างผู้มีอำนาจกับคดีต่าง ๆ สัญญาณสำคัญคือมติหรือคำสั่งแต่งตั้งจากกระทรวงยุติธรรมและคณะรัฐมนตรี
2. เกิดการโยกย้ายพร้อมคำอธิบายด้านประสิทธิภาพ
รัฐบาลอาจเดินหน้าปรับตำแหน่ง แต่ชี้แจงว่าเป็นการบริหารบุคลากรตามปกติ หากเปิดเผยหลักเกณฑ์ เหตุผล และขอบเขตอำนาจของผู้ได้รับแต่งตั้งอย่างชัดเจน ก็อาจลดข้อครหาได้บางส่วน
ผู้ได้รับประโยชน์คือข้าราชการที่ก้าวขึ้นมาบริหารงาน ส่วนรัฐบาลต้องรับภาระพิสูจน์ว่าไม่มีการเปลี่ยนทิศทางคดี สังคมควรติดตามว่าผู้รับผิดชอบสำนวนถูกเปลี่ยนหรือไม่ และคดีสำคัญเดินหน้าต่อเนื่องเพียงใด
3. การโยกย้ายเกิดขึ้นพร้อมความเปลี่ยนแปลงในคดีสำคัญ
ฉากทัศน์ที่อาจเปลี่ยนเกมคือ การปรับผู้บริหารเกิดขึ้นแล้วตามมาด้วยการย้ายเจ้าหน้าที่ เปลี่ยนคณะทำงาน ชะลอคดี หรือกลับความเห็นในสำนวนสำคัญ หากเกิดเหตุเช่นนี้ ข้อสงสัยเรื่องแทรกแซงจะมีน้ำหนักมากขึ้น
รัฐบาลและผู้บริหาร DSI จะเผชิญแรงตรวจสอบสูง ขณะที่ฝ่ายค้านได้ประเด็นสำคัญสำหรับการอภิปราย สัญญาณที่ต้องติดตามคือคำสั่งเปลี่ยนทีมสอบสวน ลำดับเวลาการส่งสำนวน และเหตุผลทางกฎหมายของคำวินิจฉัยแต่ละคดี
บทสรุป
กระแสเขย่าเก้าอี้ DSI ยังไม่อาจสรุปว่าเป็นเกมกระชับอำนาจหรือปฏิบัติการเอื้อคดีการเมือง เพราะยังไม่มีคำสั่งโยกย้ายและไม่มีหลักฐานตรงว่าฝ่ายรัฐบาลสั่งเปลี่ยนผลคดี แต่ข้อสงสัยมีเหตุรองรับในทางการเมือง เนื่องจากตัวบุคคลที่ถูกเสนอชื่อมีบทบาทในคดีฮั้ว สว. ขณะที่ DSI ถือสำนวนซึ่งอาจกระทบผู้มีอำนาจหลายฝ่าย
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครจะเป็นอธิบดี แต่คือเหตุผลของการแต่งตั้ง ความต่อเนื่องของทีมสอบสวน และความโปร่งใสของคำสั่งที่เกี่ยวข้อง หากรัฐบาลไม่อธิบายเรื่องเหล่านี้อย่างตรวจสอบได้ แม้การโยกย้ายจะเป็นงานบริหารตามปกติ ก็อาจถูกตีความเป็นการแทรกแซงได้
สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้ คำสั่งแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ การเปลี่ยนผู้รับผิดชอบสำนวน และความคืบหน้าคดีฮั้ว สว. หลังการจัดวางผู้บริหาร DSI.







