posttoday
จับตาเกมจัดทัพ DSI ใครคุมคน คนนั้นคุมคดีร้อน

จับตาเกมจัดทัพ DSI ใครคุมคน คนนั้นคุมคดีร้อน

04 กันยายน 2569

กระแสเปลี่ยนอธิบดีและรองอธิบดี DSI ถูกโยงเข้ากับคดีการเมืองหลายสำนวน แม้กระทรวงยุติธรรมยืนยันว่ายังไม่มีแผนโยกย้าย

KEY

POINTS

  • กระทรวงยุติธรรมยืนยันว่ายังไม่มีแผนเปลี่ยนผู้บริหาร DSI และกรมคุมประพฤติ กระแสโยกย้ายจึงยังไม่ใช่ข้อยุติ
  • บทบาทของร้อยตำรวจเอก ปิยะในคณะอนุกรรมการคดีฮั้ว สว. ทำให้การเสนอชื่อเป็นอธิบดี DSI ถูกตรวจสอบเป็นพิเศษ
  • ตัวชี้วัดสำคัญไม่ใช่การโยกย้ายเพียงอย่างเดียว แต่คือคดีสำคัญถูกเปลี่ยนทีม ชะลอ หรือเปลี่ยนแนวทางหลังแต่งตั้งหรือไม่

 

จับตาเกมจัดทัพ DSI ใครคุมคน คนนั้นคุมคดีร้อน

กระแสข่าวโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI กำลังกลายเป็นประเด็นการเมืองก่อนฝ่ายค้านเปิดศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะหน่วยงานนี้ถือสำนวนคดีที่เชื่อมโยงกับนักการเมืองและผู้มีอำนาจหลายเรื่อง

จุดที่ถูกจับตามากที่สุดคือ ข่าวสลับตำแหน่งระหว่าง ร้อยตำรวจเอก ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ กับพันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI รวมถึงกระแสปรับทีมรองอธิบดีถึง 3 ตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ ยืนยันว่า ขณะนี้ ยังไม่มีแนวคิดเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองกรม

ข้อเท็จจริงในเวลานี้จึงมีเพียง “กระแสข่าว” และยังไม่มีคำสั่งโยกย้ายอย่างเป็นทางการ แต่เหตุที่เรื่องนี้ไม่จบลงง่าย ๆ เพราะตัวบุคคลและคดีที่อยู่ในมือ DSI เชื่อมโยงกับความขัดแย้งทางการเมืองโดยตรง

 

เหตุใดเก้าอี้ DSI จึงมีน้ำหนักทางการเมือง

DSI อาจมีขนาดเล็กกว่ากรมคุมประพฤติ เมื่อพิจารณาจากกำลังคน งบประมาณ และภารกิจ แต่ความสำคัญทางการเมืองไม่ได้วัดจากขนาดหน่วยงานเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ทำให้ DSI ถูกจับตาคืออำนาจสอบสวนคดีพิเศษและแฟ้มคดีสำคัญที่อยู่ในความรับผิดชอบ ทั้งคดีฮั้วเลือกสว. คดีเขากระโดง คดีรันเวย์สนามบินขนงพระ คดีฟอกเงิน คดีอั้งยี่ คดี Forex และคดีเว็บพนันออนไลน์ที่ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

การเปลี่ยนผู้บริหารจึงไม่ได้กระทบเพียงสายบังคับบัญชา แต่อาจสร้างคำถามว่า ผู้บริหารชุดใหม่จะกำหนดลำดับความสำคัญ ตรวจสำนวน หรือเร่งรัดคดีต่างจากเดิมหรือไม่ แม้การโยกย้ายโดยตัวมันเองยังไม่ใช่หลักฐานว่าฝ่ายการเมืองแทรกแซงคดีก็ตาม

 

จังหวะเวลาและแฟ้มคดีในมือจุดกระแสโยกย้าย  

สาเหตุโดยตรงที่ทำให้กระแสโยกย้ายได้รับความสนใจคือจังหวะเวลาที่เกิดขึ้นก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประกอบกับ DSI กำลังถือคดีซึ่งฝ่ายค้านเตรียมนำไปอภิปรายรัฐบาล

ฝ่ายข้าราชการประจำบางส่วนมองว่า การย้ายอธิบดีกรมคุมประพฤติมาเป็นอธิบดี DSI อาจไม่ใช่การเลื่อนตำแหน่ง เพราะกรมคุมประพฤติมีกำลังคน งบประมาณ และขอบเขตงานมากกว่า จึงอาจถูกมองเป็นการ “ลดศักดิ์” และประเมินว่าการสลับตำแหน่งไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะใกล้

อีกด้านหนึ่งมองว่า อำนาจของ DSI อยู่ที่สำนวนคดี ไม่ใช่ขนาดกรม ผู้ควบคุมหน่วยงานย่อมมีบทบาทกำกับทิศทางการทำงานและบริหารผู้รับผิดชอบคดีสำคัญ จึงเกิดข้อสงสัยว่ารัฐบาลอาจต้องการบุคคลที่ไว้วางใจได้เข้ามาคุมหน่วยงาน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่แสดงคำสั่งโยกย้ายหรือหลักฐานว่ารัฐบาลสั่งเปลี่ยนแนวทางสอบสวนคดีใด ข้อสังเกตเรื่องกระชับอำนาจจึงยังเป็นการตีความทางการเมือง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

 

บทบาทในคดีฮั้ว สว. ชื่อ “ปิยะ” ถูกตรวจสอบหนักขึ้น

ร้อยตำรวจเอก ปิยะไม่ใช่บุคคลภายนอก DSI เพราะเคยทำงานในกรมมาเป็นเวลานาน แต่บทบาทที่ทำให้ถูกจับตาคือการเป็นประธานคณะอนุกรรมการวินิจฉัยและชี้ขาดคดีฮั้ว สว. ชุดที่ 36 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ข้อมูลระบุว่า คณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ซึ่งทำงานร่วมกันระหว่าง กกต. และ DSI เคยรวบรวมพยานหลักฐานและเส้นทางการเงิน ก่อนเสนอให้ดำเนินคดีกับสมาชิกวุฒิสภาและผู้สมัครรวม 229 ราย แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ที่มีร้อยตำรวจเอก ปิยะเป็นประธาน ที่ประชุมกลับมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องทั้งหมด

ความแตกต่างระหว่างข้อเสนอของ 2 คณะทำงานเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายค้านตั้งคำถามว่า การพิจารณาหลักฐานเปลี่ยนไปเพราะเหตุใด หากร้อยตำรวจเอก ปิยะได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดี DSI จริง คำถามเดิมย่อมตามไปถึงความเป็นอิสระของคดีฮั้ว สว. และคดีอื่นที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายรัฐบาล

ภาพของร้อยตำรวจเอก ปิยะรอต้อนรับนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล บริเวณลานจอดเครื่องบิน และการได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แต่เหตุการณ์เหล่านี้เพียงอย่างเดียวยังไม่พิสูจน์ว่าเป็นรางวัลทางการเมืองหรือมีข้อตกลงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ การเชื่อมโยงดังกล่าวจึงต้องระบุให้ชัดว่าเป็นข้อสงสัย ไม่ใช่ข้อยุติ

ผู้ที่เสียประโยชน์จากข้อสงสัยนี้ไม่ได้มีเพียงรัฐบาล แต่รวมถึง DSI และกระบวนการพิจารณาคดีฮั้ว สว. เพราะแม้ยังไม่มีการแทรกแซง ความไม่ชัดเจนเรื่องการแต่งตั้งก็อาจลดความเชื่อมั่นต่อผลสอบสวนได้

 

เปลี่ยนรองอธิบดีอาจสำคัญกว่าการเปลี่ยนหัวหน้ากรม

กระแสข่าวอีกส่วนระบุว่า รองอธิบดี DSI บางรายอาจถูกย้ายไปหน่วยงานอื่น เพื่อเปิดตำแหน่งว่าง 3 ตำแหน่ง และเลื่อนผู้อำนวยการกองคดีขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน หากเกิดขึ้นจริง การเปลี่ยนแปลงระดับนี้อาจมีผลต่อการบริหารคดีโดยตรงมากกว่าการเปลี่ยนอธิบดีเพียงคนเดียว

รายชื่อที่ถูกกล่าวถึง ได้แก่ ร้อยตำรวจเอกเขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้รับผิดชอบคดี Forex และเว็บพนันออนไลน์ รวมถึงพันตำรวจโทณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ดูแลคดีเขากระโดง คดีรันเวย์สนามบินขนงพระ ตลอดจนคดีหมูและตีนไก่ผิดกฎหมาย

การเลื่อนผู้ถือสำนวนขึ้นเป็นรองอธิบดีอาจอธิบายได้2ทาง ทางแรกคือการใช้ประสบการณ์ของผู้ทำคดีโดยตรงมาบริหารงานระดับสูง ซึ่งอาจช่วยให้คดีเดินหน้าเร็วขึ้น ทางที่สองคือการจัดสายบังคับบัญชาใหม่เพื่อควบคุมทิศทางสำนวน ทั้งสองคำอธิบายยังต้องรอคำสั่งจริงและเหตุผลอย่างเป็นทางการ

พริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคฝ่ายค้านจึงตั้งข้อสังเกตว่า หากการโยกย้ายเกิดขึ้นตามข่าว รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่าเป็นการบริหารงานตามปกติ หรือเป็นการเปลี่ยนข้าราชการเพื่อให้เกิดผลดีต่อคดีที่ฝ่ายรัฐบาลกำลังถูกกล่าวหา

 

ฝ่ายรัฐบาลอาจได้ประโยชน์หากสามารถลดแรงกดดันจากคดีการเมืองได้ แต่หากอธิบายเหตุผลของการโยกย้ายไม่ได้ รัฐบาลก็อาจเสียประโยชน์มากกว่าเดิม เพราะฝ่ายค้านสามารถใช้ทั้งตัวคดีและข้อสงสัยเรื่องแทรกแซงหน่วยงานสอบสวนเป็นประเด็นอภิปรายพร้อมกัน

 

ฉากทัศน์หลังจากนี้

 

1. ผู้บริหารชุดเดิมอยู่ต่อ และกระแสโยกย้ายชะลอลง

ฉากทัศน์นี้สอดคล้องกับคำยืนยันของปลัดกระทรวงยุติธรรมว่า ยังไม่มีแนวคิดเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูง หากไม่มีคำสั่งใหม่ พันตำรวจตรี ยุทธนาและผู้บริหารชุดเดิมจะทำหน้าที่ต่อไป

รัฐบาลอาจลดแรงกดดันเรื่องแทรกแซง DSI ได้ชั่วคราว แต่ฝ่ายค้านยังสามารถอภิปรายความเชื่อมโยงระหว่างผู้มีอำนาจกับคดีต่าง ๆ สัญญาณสำคัญคือมติหรือคำสั่งแต่งตั้งจากกระทรวงยุติธรรมและคณะรัฐมนตรี

 

2. เกิดการโยกย้ายพร้อมคำอธิบายด้านประสิทธิภาพ

รัฐบาลอาจเดินหน้าปรับตำแหน่ง แต่ชี้แจงว่าเป็นการบริหารบุคลากรตามปกติ หากเปิดเผยหลักเกณฑ์ เหตุผล และขอบเขตอำนาจของผู้ได้รับแต่งตั้งอย่างชัดเจน ก็อาจลดข้อครหาได้บางส่วน

ผู้ได้รับประโยชน์คือข้าราชการที่ก้าวขึ้นมาบริหารงาน ส่วนรัฐบาลต้องรับภาระพิสูจน์ว่าไม่มีการเปลี่ยนทิศทางคดี สังคมควรติดตามว่าผู้รับผิดชอบสำนวนถูกเปลี่ยนหรือไม่ และคดีสำคัญเดินหน้าต่อเนื่องเพียงใด

 

3. การโยกย้ายเกิดขึ้นพร้อมความเปลี่ยนแปลงในคดีสำคัญ

ฉากทัศน์ที่อาจเปลี่ยนเกมคือ การปรับผู้บริหารเกิดขึ้นแล้วตามมาด้วยการย้ายเจ้าหน้าที่ เปลี่ยนคณะทำงาน ชะลอคดี หรือกลับความเห็นในสำนวนสำคัญ หากเกิดเหตุเช่นนี้ ข้อสงสัยเรื่องแทรกแซงจะมีน้ำหนักมากขึ้น

รัฐบาลและผู้บริหาร DSI จะเผชิญแรงตรวจสอบสูง ขณะที่ฝ่ายค้านได้ประเด็นสำคัญสำหรับการอภิปราย สัญญาณที่ต้องติดตามคือคำสั่งเปลี่ยนทีมสอบสวน ลำดับเวลาการส่งสำนวน และเหตุผลทางกฎหมายของคำวินิจฉัยแต่ละคดี

บทสรุป

กระแสเขย่าเก้าอี้ DSI ยังไม่อาจสรุปว่าเป็นเกมกระชับอำนาจหรือปฏิบัติการเอื้อคดีการเมือง เพราะยังไม่มีคำสั่งโยกย้ายและไม่มีหลักฐานตรงว่าฝ่ายรัฐบาลสั่งเปลี่ยนผลคดี แต่ข้อสงสัยมีเหตุรองรับในทางการเมือง เนื่องจากตัวบุคคลที่ถูกเสนอชื่อมีบทบาทในคดีฮั้ว สว. ขณะที่ DSI ถือสำนวนซึ่งอาจกระทบผู้มีอำนาจหลายฝ่าย

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครจะเป็นอธิบดี แต่คือเหตุผลของการแต่งตั้ง ความต่อเนื่องของทีมสอบสวน และความโปร่งใสของคำสั่งที่เกี่ยวข้อง หากรัฐบาลไม่อธิบายเรื่องเหล่านี้อย่างตรวจสอบได้ แม้การโยกย้ายจะเป็นงานบริหารตามปกติ ก็อาจถูกตีความเป็นการแทรกแซงได้

สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้ คำสั่งแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ การเปลี่ยนผู้รับผิดชอบสำนวน และความคืบหน้าคดีฮั้ว สว. หลังการจัดวางผู้บริหาร DSI.

ข่าวล่าสุด

บอลวันนี้ โปรแกรมบอล ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันอังคารที่ 20 ต.ค. 69

บอลวันนี้ โปรแกรมบอล ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันอังคารที่ 20 ต.ค. 69