
ปรับทัพมหาดไทย ปิดแผลโกงสอบ หรือเร่งสนิมกัดรัฐบาล
ศักดา นพสิทธิ์ มองการโยกข้าราชการมหาดไทยกว่า 20 ตำแหน่ง เป็นเกมจำกัดวงคดีโกงสอบและเขากระโดง แต่ยิ่งปิดแผล อาจยิ่งเร่งวิกฤตศรัทธารัฐบาล
KEY
POINTS
- การปรับย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยถูกมองว่าอาจมีเป้าหมายเพื่อจำกัดความเสียหายจากคดีทุจริตสอบท้องถิ่นและปัญหาที่ดินเขากระโดง มากกว่าการแก้ปัญหาอย่างโปร่งใส
- การแต่งตั้งบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองให้คุมหน่วยงานสำคัญอย่างกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และกรมที่ดิน ทำให้เกิดคำถามว่าจะเข้าไปคลี่คลายความจริงหรือเพื่อปิดจบปัญหาที่อาจกระทบรัฐบาล
- นักวิเคราะห์เปรียบเทียบว่าการปรับทัพครั้งนี้อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อปกปิดความเสียหาย ซึ่งหากไม่จัดการที่ต้นตอ ก็จะกลายเป็นสนิมที่กัดกร่อนความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของรัฐบาลในระยะยาว
การโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยกว่า 20 ตำแหน่ง อาจถูกอธิบายว่าเป็นการบริหารบุคลากรตามวาระ แต่เมื่อรายชื่อผู้ได้รับตำแหน่งใหม่ถูกวางทับลงบนปัญหาการทุจริตสอบท้องถิ่นและคดีเขากระโดง การปรับทัพครั้งนี้จึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงการสับเปลี่ยนเก้าอี้ราชการ
ศักดา นพสิทธิ์ นักวิเคราะห์การเมือง ประเมินว่า การจัดแถวครั้งนี้อาจเป็นยุทธศาสตร์ “จำกัดวงความเสียหาย” มากกว่าการเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบปัญหาอย่างโปร่งใส โดยเฉพาะการเปลี่ยนตัวผู้บริหารกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ สถ. ซึ่งกำลังอยู่ท่ามกลางมรสุมคดีทุจริตสอบแข่งขัน และกรมที่ดินซึ่งต้องรับมือคดีเขากระโดง
หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครถูกย้ายไปอยู่ที่ใด แต่คือคนเหล่านั้นจะได้รับมอบหมายให้ “คลี่คลายความจริง” หรือ “ปิดจบปัญหา” และกระบวนการหลังจากนี้จะเดินไปถึงผู้เกี่ยวข้องทุกระดับหรือหยุดลงเพียงบางส่วน
จัดแถวใหม่ แต่บางเก้าอี้ยังมั่นคง
การโยกย้ายครั้งนี้มีทั้งตำแหน่งที่ยังคงอยู่ที่เดิมและตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ โดยอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ยังคงดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย ขณะที่นฤชา ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ยังรักษาเก้าอี้ไว้ได้ แม้ต้องเผชิญข้อกล่าวหาและกระแสวิพากษ์วิจารณ์หลายด้าน
ส่วนตำแหน่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ปิยะ ปิจนำ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดี สถ. สมชาย ลีหล้าน้อย อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ขึ้นเป็นอธิบดีกรมที่ดิน และนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร หรือ “เซมเบ้” ซึ่งเดิมรักษาการอธิบดี สถ. ถูกโยกไปเป็นอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
ด้าน ธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อดีตอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ถูกโยกไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง
แม้ทุกตำแหน่งจะสามารถอธิบายได้ด้วยหลักการบริหารราชการ แต่จังหวะเวลาและโจทย์ที่แต่ละกรมกำลังเผชิญ ทำให้การแต่งตั้งครั้งนี้ถูกจับตามองมากกว่าการโยกย้ายตามปกติ
เปลี่ยนคนคุม สถ. ท่ามกลางคดีโกงสอบ
ตำแหน่งที่มีน้ำหนักทางการเมืองมากที่สุด คืออธิบดี สถ. เพราะกรมแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ยังเกี่ยวข้องกับงบประมาณและเครือข่ายอำนาจในพื้นที่ทั่วประเทศ จนถูกเปรียบว่าเป็นหนึ่งใน “คลังเงิน” สำคัญของกระทรวงมหาดไทย
ก่อนหน้านี้ นิรัตน์ในฐานะรักษาการอธิบดี สถ. แสดงบทบาทเอาจริงเอาจังต่อการตรวจสอบปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่น แต่กลับถูกโยกไปคุมกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมเปิดทางให้ปิยะ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เข้ามารับหน้าที่แทน
ศักดาตั้งข้อสังเกตว่า การนำข้าราชการจากจังหวัดซึ่งเป็นฐานอำนาจสำคัญของพรรคภูมิใจไทยเข้ามาคุม สถ. อาจสะท้อนความต้องการใช้บุคคลที่ฝ่ายการเมืองไว้วางใจ เพื่อควบคุมทิศทางการจัดการคดีและป้องกันไม่ให้ข้อมูลภายในรั่วไหลออกไปสร้างแรงสั่นสะเทือนแก่รัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตดังกล่าวยังเป็นการวิเคราะห์ทางการเมือง มิใช่ข้อยุติว่าผู้ได้รับแต่งตั้งจะเข้าไปแทรกแซงหรือปกปิดคดี การพิสูจน์เจตนาที่แท้จริงจึงต้องพิจารณาจากการทำงานหลังรับตำแหน่ง โดยเฉพาะความคืบหน้าของการตรวจสอบ การเปิดเผยหลักฐาน และการขยายผลไปถึงผู้เกี่ยวข้องระดับสูง
คำถามสำคัญคือ การเปลี่ยนตัวผู้บริหารจะทำให้การสอบสวนเดินหน้าเร็วขึ้น หรือทำให้กระบวนการตรวจสอบเปลี่ยนทิศทางจากการค้นหาต้นตอ ไปสู่การเอาผิดเฉพาะบุคคลบางระดับเพื่อจำกัดวงคดี
เงาอดีตและสายสัมพันธ์ทางอำนาจ
ศักดายังเชื่อมโยงการแต่งตั้งครั้งนี้กับเส้นทางของนฤชา ซึ่งเคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนขึ้นมาคุม สถ. และเลื่อนเป็นอธิบดีกรมการปกครอง โดยกระบวนการร่างขอบเขตงาน หรือ TOR รวมถึงการยกเลิกการจัดสอบร่วมกับมหาวิทยาลัยบูรพาในช่วงเวลาดังกล่าว เคยถูกวิจารณ์ว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่นำไปสู่ข้อสงสัยเรื่องการทุจริตสอบในเวลาต่อมา
เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์อีกคนได้รับแต่งตั้งให้เข้ามาคุม สถ. จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดคำถามเรื่องเครือข่ายความไว้วางใจและความสัมพันธ์กับฝ่ายการเมือง
แต่การใช้ภูมิหลังหรือสายสัมพันธ์เป็นข้อสรุปถึงการกระทำผิดย่อมไม่เพียงพอ สิ่งที่จะชี้ขาดข้อสงสัยคือผลงานของผู้บริหารคนใหม่ ตั้งแต่การรักษาหลักฐาน การให้ความร่วมมือกับหน่วยงานตรวจสอบ ไปจนถึงการอธิบายต่อสาธารณะว่าคดีจะดำเนินไปอย่างตรงไปตรงมาเพียงใด
กรมที่ดินกับโจทย์ร้อนเขากระโดง
อีกตำแหน่งที่ถูกจับตาคือการแต่งตั้ง สมชาย ลีหล้าน้อย เป็นอธิบดีกรมที่ดิน เพราะกรมนี้กำลังเผชิญข้อพิพาทกรณีเขากระโดง ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการออกเอกสารสิทธิทับที่ดินสาธารณะหรือที่ดินของการรถไฟ รวมถึงประเด็นการถมลำรางน้ำสาธารณะ
ศักดามองว่า คดีนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในจุดอ่อนที่กระทบเสถียรภาพรัฐบาล จึงตั้งคำถามเชิงเปรียบเปรยว่า ผู้บริหารคนใหม่จะถูกคาดหวังให้ทำ “เรื่องผิดให้เป็นถูก” หรือไม่
คำถามดังกล่าวมีน้ำหนักทางการเมือง แต่ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของสมชาย เช่นเดียวกับการกล่าวถึงภาพความสัมพันธ์จากการต้อนรับ เนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ระหว่างเดินทางไปทำบุญที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งสะท้อนเพียงข้อสังเกตเรื่องความใกล้ชิด มิใช่ข้อพิสูจน์ว่าการแต่งตั้งเกิดขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ในคดี
มาตรวัดสำคัญจึงอยู่ที่การตัดสินใจของกรมที่ดินหลังจากนี้ว่าจะยึดข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก หรือแสดงท่าทีปกป้องฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนเกิดข้อครหาซ้ำรอยเดิม
“ตัดผุโป้วสี” อาจปิดแผลได้เพียงชั่วคราว
ศักดาเปรียบวิธีจัดการปัญหาของรัฐบาลกับการซ่อมรถยนต์ด้วยการ “ตัดผุและโป้วสี” ปกปิดความเสียหายที่มองเห็นจากภายนอก แต่ไม่ได้ยกตัวถังหรือเปิดเครื่องยนต์เพื่อกำจัดสนิมจากต้นตอ
หากรัฐบาลมุ่งจำกัดความเสียหายของคดีโกงสอบท้องถิ่นและคดีฮั้วเลือก สว. โดยให้ความรับผิดหยุดอยู่เพียงเจ้าหน้าที่หรือผู้เกี่ยวข้องบางราย ปัญหาอาจสงบลงในระยะสั้น แต่ข้อสงสัยจะยังฝังอยู่ในระบบ และค่อย ๆ กัดกร่อนความเชื่อมั่นของประชาชน
ยิ่งหากคณะกรรมการการเลือกตั้งเลือกยุติคดีฮั้ว สว. โดยไม่สามารถอธิบายได้ว่าหลักฐานทั้งหมดได้รับการตรวจสอบอย่างครบถ้วน ความเสียหายอาจไม่ได้เกิดกับ กกต. เท่านั้น แต่จะสะท้อนกลับมายังรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย เพราะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีของพรรคต่างถูกยื่นร้องเรียนในคดีดังกล่าวด้วย
ในมุมของศักดา การมีอิทธิพลเหนือวุฒิสภายังเชื่อมโยงกับการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ ทั้ง กกต. ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ จึงทำให้ข้อกล่าวหาเรื่อง “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การควบคุมเสียงในสภาสูง แต่ครอบคลุมถึงการสร้างเกราะป้องกันทางการเมืองในระยะยาว
การโยกย้ายข้าราชการอาจช่วยรัฐบาลจัดระเบียบกลไกอำนาจได้ แต่ไม่อาจลบคำถามเรื่องความโปร่งใส หากคดีสำคัญถูกเร่งปิดโดยยังไม่ถึงผู้บงการหรือผู้รับประโยชน์ตัวจริง การตัดจบอาจไม่ใช่จุดสิ้นสุดของวิกฤต แต่เป็นจุดเริ่มต้นของสนิมทางการเมืองที่ค่อย ๆ กัดกินความนิยมและเสถียรภาพรัฐบาลจากภายใน.
แหล่งที่มา : รายการคมชัดลึก (คลิกอ่าน)







