
เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ศึกชิงกระแส"ชัชชาติ"วันที่"เส้นเลือดฝอย"ถูกท้าทาย
KEY
POINTS
- ผลงาน 4 ปีของชัชชาติถูกท้าทาย โดยเฉพาะนโยบาย "เส้นเลือดฝอย" ที่ถูกวิจารณ์ว่าเน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าการพัฒนาเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่
- กระแสความนิยมของชัชชาติส่งผลให้เกิดศึกชิงคะแนนเสียงในสนามเลือกตั้ง สก. โดยมีหลายกลุ่มพยายามอ้างอิงชื่อเพื่อหาเสียง ทำให้ฐานเสียงเดิมเกิดความสับสนและแตกแยก
- การประกาศตัวเป็นกลางของชัชชาติอาจเป็นดาบสองคมที่ทำให้คะแนนเสียงฝั่งผู้สนับสนุนแตกกันเอง ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานในสภา กทม. หากได้รับเลือกตั้งสมัยที่สอง
กรุงเทพมหานครเตรียมก้าวเข้าสู่คูหาเลือกตั้งอีกครั้งในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 หลัง "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" ครบวาระ 4 ปีในวันที่ 21 พฤษภาคมนี้ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์ผลงานที่เน้น "งานประจำ" มากกว่า "โครงการยักษ์" ขณะที่สนาม สก. กลายเป็นศึกชิงคะแนนนิยม ที่พยายามเกาะกระแสผู้ว่าฯ จนเกิดภาวะ "กระสุนแตก" ในขั้วสนับสนุนเดิม
วิบากกรรม "เส้นเลือดฝอย" และหนี้สินบีบคั้น
บทสรุป 4 ปีของ "ชัชชาติ" ในมุมมองนักวิชาการแบ่งออกเป็นสองแพร่ง รศ.พรชัย เทพปัญญา มองว่าผลงานส่วนใหญ่เป็นเพียง "งานรูทีน" ของข้าราชการ กทม. และนโยบายแก้ไขปัญหาผ่านแพลตฟอร์ม Traffy Fondue เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบรายบุคคล ไม่ใช่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อรับมือกับการขยายตัวของเมืองอย่างไร้ทิศทาง ซึ่งต้องอาศัยอำนาจจากรัฐบาลกลางมากกว่าเพียงแค่ผู้ว่าฯ กทม.
ขณะที่ ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น วิเคราะห์ว่า ผู้ว่าฯ ทำได้ดีตามคอนเซ็ปต์ "9 ดี" ที่วางไว้ แต่ยอมรับว่าข้อจำกัดด้านงบประมาณคืออุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะภาระหนี้สินสะสมกว่า 3.9 หมื่นล้านบาทที่ต้องชดใช้ให้แก่ BTS ตามคำสั่งศาลฯ ส่งผลให้ "เส้นเลือดใหญ่" หรือโครงการขนาดใหญ่ไม่สามารถขับเคลื่อนได้เต็มที่ในสมัยแรก
ศึก "สก." กระแสแตกแขนง: ใครคือมิตรแท้?
ความเข้มข้นของการเลือกตั้ง สก. ครั้งนี้อยู่ที่ความพยายาม "เกาะกระแส" คะแนนนิยมของผู้ว่าฯ ชัชชาติ จนนำไปสู่ความสับสนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง:
- กลุ่ม สก. พันธุ์ใหม่: นำโดย "พลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ" ที่ชูสัญลักษณ์เชื่อมโยงผู้ว่าฯ อย่างเหนียวแน่น
- กลุ่ม Better Bangkok: ถูกผู้ว่าฯ ปฏิเสธอย่างชัดเจนผ่านโซเชียลมีเดีย ห้ามใช้ชื่อแคมเปญเก่าของตนหาเสียง
- พรรคเพื่อไทย: มีท่าทีคลุมเครือในช่วงแรกเรื่อง "น้ำเลี้ยง" แต่ล่าสุด "ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์" ยืนยันส่งสมัครเพื่อรักษาฐานที่มั่นเดิม
"การที่ผู้ว่าฯ ชัชชาติประกาศวางตัวเป็นกลางและจะแสดงจุดยืนชัดเจนหลังพ้นวาระ (28 พ.ค.) อาจเป็นดาบสองคมที่ทำให้คะแนนฝั่งสนับสนุนตนเองแตกกันเอง เปิดทางให้พรรคที่เป็นเอกภาพอย่าง 'พรรคประชาชน' (ส้ม) หรือ 'พรรคประชาธิปัตย์' (ฟ้า) ที่มีฐานเสียงหนาแน่นสอดแทรกคว้าชัยในหลายเขต"
นัยสำคัญของการมี "ทีมสนับสนุน" ในสภาฯ กทม.
บทเรียนตลอด 4 ปีชี้ให้เห็นว่า การเป็น "ผู้ว่าฯ อิสระ" ที่ไร้ฐาน สก. ในมือนั้นทำงานลำบาก ผศ.ดร.เชษฐา เชื่อว่าหากชัชชาติต้องการสานต่องานในสมัยที่ 2 การมีทีม สก. ที่เป็นพันธมิตรจะช่วยให้การผ่านงบประมาณและการอภิปรายในสภาฯ ราบรื่นกว่าเดิม
ต่างจากมุมมองของ รศ.พรชัย ที่มองว่าในที่สุด สก. พื้นที่ซึ่งเป็น "คนในชุมชน" ก็ต้องร่วมมือกับผู้ว่าฯ เพื่อของบประมาณลงพื้นที่อยู่ดี โดยไม่ต้องสังกัดกลุ่มเดียวกันอย่างเป็นทางการ
บทสรุป: โจทย์ใหญ่คือการประสานรัฐบาล
ไม่ว่าใครจะชนะเลือกตั้ง สก. หรือผู้ว่าฯ ความท้าทายสูงสุดคือ "โครงสร้างอำนาจ" หากผู้ว่าฯ กทม. และรัฐบาลมาจากขั้วที่เห็นต่าง การทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยหรือสาธารณสุขจะยังคงเป็นปัญหาคอขวดที่ขัดขวางการพัฒนาเมืองหลวงอย่างยั่งยืนต่อไป
หมายเหตุจากบรรณาธิการ: การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นมาตรวัดสำคัญว่า "การเมืองภาคประชาชน" ที่เน้นการแก้ปัญหาใกล้ตัว จะสามารถเอาชนะ "การเมืองเชิงโครงสร้าง" และ "ฐานเสียงจัดตั้ง" ของพรรคใหญ่ได้หรือไม่.







