posttoday
อยู่ยาก-ลำบาก-เครียด คาด PM2.5 เพิ่ม 5 เท่า CO2 พุ่ง 8 เท่า ในปี 2050

อยู่ยาก-ลำบาก-เครียด คาด PM2.5 เพิ่ม 5 เท่า CO2 พุ่ง 8 เท่า ในปี 2050

06 กันยายน 2565

งานเสวนา MQDC Sustainnovation Forum 2022 นวัตกรรมและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคน คือทางรอดเดียวของสังคมเมือง นักวิจัยชี้วิกฤตเมืองในอนาคต อยู่ยาก-ลำบาก-เครียด คาดปี 2050 ฝุ่น PM2.5 เพิ่ม 5 เท่าและ CO2 พุ่ง 8 เท่า บวกภัยแล้งและน้ำทะเลหนุน กระทบผู้คนทั่วโลก

 

          จากงานเสวนา “MQDC Sustainnovation Forum 2022 เมืองเปลี่ยน คนต้องปรับ รับมือวิกฤตอย่างไร” จากการผนึกกำลังของ 4 องค์กรสำคัญด้านการพัฒนาเมืองทั้ง FutureTales Lab, RISC, Creative Lab และ Unisus-EEC เผยข้อมูลงานวิจัยของสภาพเมืองแห่งอนาคตที่มีแนวโน้มน่าเป็นห่วง พร้อมระดมแนวคิดและโซลูชันจากทีมนักวิจัย นักวิชาการ สถาปนิก วิศวกร และนวัตกร ในการรับมือกับวิกฤติต่าง ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครฯ ในฐานะ Resilient City ไปสู่ทิศทางที่เหมาะสมและยั่งยืนมากที่สุด

อยู่ยาก-ลำบาก-เครียด คาด PM2.5 เพิ่ม 5 เท่า CO2 พุ่ง 8 เท่า ในปี 2050

เมืองเปลี่ยน คนต้องปรับ รับมือวิกฤตอย่างไร

 

          อนาคตและแนวโน้มการอยู่อาศัยในสังคมเมือง ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ผู้อำนวยการบริหาร ศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ (FutureTales Lab) ชี้ว่า อนาคตของเมืองปี 2050 จะเต็มไปด้วยมลภาวะที่ทำให้การอยู่อาศัยของมนุษย์กลายเป็นเรื่องที่ยากกว่าในปัจจุบันอย่างเทียบไม่ติด โดยอุณหภูมิทุกแห่งจะสูงขึ้นเฉลี่ย 1.5 องศาเซลเซียส ทำให้น้ำทะเลหนุนสูงขึ้นมากกว่า 1 เมตร ซึ่งส่งผลทำให้มีผู้คนต้องย้ายถิ่นฐานมากถึง 200 กว่าล้านคน และมีผู้ที่ต้องประสบภัยพิบัติกว่า 400 ล้านคน จากการขาดแคลนน้ำและอาหาร รวมถึงภัยแล้งสุดขั้ว ซึ่งประเทศไทยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เพราะการเคลื่อนย้ายประชากรและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในปัจจุบันล้วนเชื่อมโยงถึงกันทั่วโลก และสิ่งที่จะเกิดขึ้นค่อนข้างแน่นอนคือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศจะสูงขึ้น 8 เท่า ในขณะที่ฝุ่น PM 2.5 จะสูงขึ้น 5 เท่าของในปัจจุบัน

อยู่ยาก-ลำบาก-เครียด คาด PM2.5 เพิ่ม 5 เท่า CO2 พุ่ง 8 เท่า ในปี 2050

ฉากทัศน์เมืองอันไม่พึงประสงค์

 

          จากการคาดการณ์อนาคต ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ ได้คาดการณ์ฉากทัศน์ออกมาเป็น 2 รูปแบบ คือ

 

          1. ฉากทัศน์เมืองในโดมฟอกอากาศขนาดยักษ์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยเฉพาะกลุ่มของคนที่มีต้นทุนและโอกาสทางสังคมสูงเท่านั้น ในขณะที่ชุมชนส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตอยู่นอกโดม ต้องเผชิญกลุ่มหมอกควันและมลพิษ และวิกฤตน้ำท่วมอยู่เสมอ 

 

          2. ฉากทัศน์การโยกย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ของสังคมมนุษย์ เพื่อแสวงหาพื้นที่ใหม่เพื่อดำรงชีวิต

 

          ซึ่งทั้ง 2 ฉากทัศน์นี้ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นจริง แต่ถึงอย่างนั้นเรายังมีโอกาสร่วมมือกันปรับทิศทางอนาคตเมืองให้ดีขึ้น โดยการร่วมกันเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับนโยบาย การพัฒนาโครงการ และพฤติกรรมของผู้คนบนแนวคิด “Not Only Urbanscape But Also Humanscape”

 

อยู่ยาก-ลำบาก-เครียด คาด PM2.5 เพิ่ม 5 เท่า CO2 พุ่ง 8 เท่า ในปี 2050

พัฒนาเมืองเพื่อสร้าง Urbanscape ที่ยั่งยืน

 

          จากแนวโน้มเมืองในอนาคตของไทยที่น่าจะเกิดวิกฤตที่สร้างความตื่นตระหนกและความเครียดต่อผู้คนสูงมาก (Shocks & Stresses) และจากข้อมูลที่บ่งชี้ว่าในอนาคตประชากรบนโลกจะอาศัยอยู่ในเมืองมากถึง 70% 

 

          รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าคณะที่ปรึกษาศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) จึงมองว่าการแก้ไขต้องเริ่มต้นที่สร้างสังคมเมือง โดยอิงจากกรอบความคิดสำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่พัฒนาขึ้นให้มีความพร้อมรับมือ (resilience) กับความไม่แน่นอนของอนาคตที่จะมาถึง  

อยู่ยาก-ลำบาก-เครียด คาด PM2.5 เพิ่ม 5 เท่า CO2 พุ่ง 8 เท่า ในปี 2050

Resilience Framework for Future Cities: กลยุทธ์การรับมือเพื่อเมืองแห่งอนาคต

          เฟรมเวิร์คนี้ประกอบด้วย กลุ่มปัจจัยความไม่แน่นอนใน 3 ด้าน ได้แก่ Nature & Environment, Living & Infrastructure และ Society & Economy

 

          กลุ่มธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Nature & Environment) อาทิ สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ปัญหาเรื่องน้ำ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก น้ำท่วม ภัยแล้ง 

 

          การใช้ชีวิตและโครงสร้างพื้นฐาน (Living & Infrastructure) เช่น อุบัติการณ์ไม่คาดฝัน ปัญหาสุขภาพ และการหยุดชะงักของบริการสาธารณูปโภค

 

        กลุ่มสังคมและเศรษฐกิจ (Society & Economy) เช่น วิกฤตเศรษฐกิจและค่านิยมทางวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เหตุการณ์ความไม่สงบ ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน และ ประเด็นทางสังคม

 

          เนื่องจากพื้นที่แต่ละแห่งในประเทศไทยมีความแตกต่างกัน จึงน่าจะประสบปัญหาต่างๆกันไป จึงต้องพิจารณาแยกรายพื้นที่และนำ Resilience Framework มาจับเพื่อตั้งรับและปรับตัวได้ตรงจุดซึ่งเมื่อเราพิจารณากลุ่มของปัญหาทั้งหมดให้ครบถ้วน เราจะได้ Framework ที่สมบูรณ์ซึ่งเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่หรือเมืองที่มีความจำเป็นแตกต่างกัน

 

          ภายใต้กรอบ Resilience Framework For City Developments แต่ละด้านจะมีความท้าทายปลีกย่อยที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ด้วยเหตุนี้  RISC จึงดำเนินการวิจัยและบูรณาการหลายศาสตร์ เพื่อนำเสนอโซลูชันที่สร้างความอยู่ดีมีสุขของทุกสรรพสิ่ง (For All Well-Being) ผ่านการประยุกต์ใช้องค์ความรู้และสร้างนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ภายใต้ RISC 5 Research Hubs ได้แก่

 

  1. Plants & Biodiversity: ศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ
  2. Air Quality: ศึกษาปัจจัยในการสร้างคุณภาพอากาศที่ดีทั้งภายในและภายนอกอาคาร
  3. Happiness Science: ศึกษาการทำงานของสมองเพื่อสร้างความสุขด้วยวิทยาศาสตร์
  4. Materials & Resources: ศึกษาวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและดีต่อสุขภาวะ
  5. Resilience: ศึกษาด้านความเสี่ยงและภัยพิบัติในสภาพแวดล้อมเพื่อวางแผนรับมือ

 

อยู่ยาก-ลำบาก-เครียด คาด PM2.5 เพิ่ม 5 เท่า CO2 พุ่ง 8 เท่า ในปี 2050

 

จะเปลี่ยนอนาคต วิศวกรต้องเปลี่ยนกระบวนการทำงาน

 

          พันธมิตรของงานเสวนาครั้งนี้อย่างกลุ่มบริษัทอีอีซี ซึ่งเป็นทีมวิศวกรที่ปรึกษาชั้นแนวหน้าที่มีผลงานทั้งในและต่างประเทศมามากกว่า 46 ปี  โดยมีนายเกชา ธีระโกเมน ประธานคณะกรรมการ กลุ่มบริษัท EEC และประธานกรรมการ บริษัท ยูนิซัส กรีน เอ็นเนอร์จี จำกัด ยังได้ร่วมเสนอแนวทางการทำงานด้านวิศวกรรมที่ต้อง “คิดในทิศทางใหม่” จากเดิมที่หน้าที่ของทีมวิศวกรในโครงการคือเพียงแค่ทำให้น้ำไหลไฟสว่างและแอร์เย็น แต่ถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงอนาคต ทีมวิศวกรจะต้องเปลี่ยนกระบวนการทำงาน โดยเริ่มจากการออกแบบระบบของโครงการที่อยู่อาศัยตั้งแต่ระดับพื้นฐาน

 

          หนึ่งในโครงการตัวอย่างที่สามารถใช้ระบบวิศวกรรมและนวัตกรรมการออกแบบแนวใหม่เพื่อสร้างเมืองในอุดมคติให้เป็นจริงนั้น ได้แก่โครงการ The Forestias ซึ่งมีการออกแบบอาคารที่หายใจได้ (Breathable Building) ที่มีการถ่ายเทอากาศที่ดีโดยไม่ต้องใช้พลังงาน บวกกับการปลูกป่าในโครงการในอัตราส่วนถึง 50% เพื่อช่วยฟอกอากาศให้มีคุณภาพดีขึ้น ทำให้โครงการสามารถลดความร้อนของพื้นที่ สร้างออกซิเจน เพิ่มการหมุนเวียนอากาศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงการใช้ระบบ Zero Water Waste Mode โดยการนำน้ำเสียในโครงการมาบำบัดและ reuse กลับมาใช้ในโครงการ 100% โดยไม่ปล่อยออกสู่ทางระบายน้ำสาธารณะ

อยู่ยาก-ลำบาก-เครียด คาด PM2.5 เพิ่ม 5 เท่า CO2 พุ่ง 8 เท่า ในปี 2050

การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ เริ่มได้จากเราทุกคน

 

          การพัฒนาเมืองแห่งอนาคตจะขาดความเข้าใจในพฤติกรรมมนุษย์รวมถึงแรงจูงใจให้เกิดการปรับตัวไปไม่ได้เลย ดังที่ ภารุต เพ็ญพายัพ ผู้อำนวยการอาวุโส ครีเอทีฟ แล็ป (Creative Lab) และผู้อำนวยการโครงการ MQDC Metaverse เชื่อว่า “มนุษย์เป็นทั้งต้นทางและปลายทางของการพัฒนาเมืองให้ยั่งยืน” ด้วยเหตุนี้ ครีเอทีฟ แล็ป จึงได้ทำการศึกษาปัญหาและความต้องการของมนุษย์ เพื่อนำเสนอนวัตกรรมการออกแบบประสบการณ์ (Experience Innovation) และวิธีคิดทางธุรกิจแบบใหม่ ครีเอทีฟ แล็ปได้ประยุกต์ใช้แนวคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) และการออกแบบบริการ (Service Design) เข้ามาใช้ให้เกิดการออกแบบวิถีชีวิตที่ยั่งยืน โดยในบางกรณี การแก้ไขปัญหาใหญ่ระดับโลก สามารถทำได้จริงจากการปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันของประชากร รวมถึงพวกเราทุกคนที่สามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้

 

          ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนคือหัวใจสำคัญ การเปลี่ยนแปลงอนาคตจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐซึ่งมีหน้าที่กำหนดนโยบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม บริษัทผู้พัฒนาโครงการที่ต้องเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงอนาคตเมือง และถือประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดความสำเร็จของบริษัทนอกจากเม็ดเงิน และส่วนสำคัญที่สุดคือภาคประชาชนที่ต้องร่วมขับเคลื่อนการสร้างเมืองแห่งอนาคตที่ยั่งยืน ที่ซึ่งทุกคนจะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขทั้งกับเพื่อนมนุษย์ กับสิ่งมีชีวิตต่างๆรวมถึงโลกใบนี้

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม