กฎหมายไม่ได้ห้ามมีกิ๊ก แต่ถ้าทำร้ายจิตใจเมื่อไรมีความผิด
ความหมายของคำว่า “กิ๊ก” หากเลยไปถึงขั้นชู้สาวหมายถึงว่าหญิงหรือชายมีพฤติกรรมยกย่องหญิงชายอื่นเทียบเท่าสามีภรรยา และเลยเถิดไปถึงขั้นมีความสัมพันธ์ทางกาย ปัจจุบันมีกฎหมายที่จะเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าสำหรับผู้ที่ถูกกระทำอยู่แล้ว
โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ
ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือสีสันที่สำคัญสำหรับการลงพื้นที่ จ.นครราชสีมาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ป่าวประกาศกับชาวบ้านว่า จะคลอดกฎหมายห้ามมีกิ๊ก ป้องกันไม่ให้พ่อบ้านทั้งหลายสร้างความทุกข์ระทมให้แม่บ้านจากพฤติกรรมไม่เหมาะสม
สีสันที่ว่าออกจากปากเบอร์หนึ่งของคณะรัฐบาล ย่อมไม่อาจมองข้ามได้ แต่เอาเข้าจริงแล้ว กฎหมายห้ามมีกิ๊ก จะช่วยสร้างฐานครอบครัวให้เข้มแข็งได้ดีหรือไม่ ก็ยังน่าสนใจไม่น้อย
วันชัย บุญประชา เลขานุการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ให้ความเห็นว่า ความหมายของคำว่า “กิ๊ก” หากเลยไปถึงขั้นชู้สาว ซึ่งหมายถึงว่าหญิงหรือชายมีพฤติกรรมยกย่องหญิงชายอื่นเทียบเท่าสามีภรรยา และเลยเถิดไปถึงขั้นมีความสัมพันธ์ทางกายร่วมกัน ปัจจุบันเรามีกฎหมายที่จะเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าสำหรับผู้ที่ถูกกระทำอยู่แล้ว และการเอากฎหมายอาญามาสำทับเพิ่มเกรงว่าจะเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดออกไป
“กฎหมายให้ฟ้องหย่าเพื่อยุติชีวิตครอบครัว และเรียกร้องค่าเสียหายเรามีอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีบทกำหนดโทษ และหากจะมีโทษทางอาญาเข้ามาเพิ่มก็คงเป็นเรื่องที่แปลก” วันชัย ให้ความเห็น
เลขานุการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ให้ภาพอีกว่า หากความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวนั้น คนอื่นรับรู้ทั่วไปและเป็นเรื่องที่ไม่สมควร สังคมไทยก็ควรจะเข้ามามีบทบาทมากกว่าการใช้ข้อกฎหมายเอาผิด เพราะวัฒนธรรมของเราก็รับเรื่องราวแบบนี้ไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้น เชื่อว่ามาตรการทางสังคมจะเกิดประโยชน์มากกว่าการใช้กฎหมาย
สถิติการหย่าร้างที่มูลนิธิเครือข่ายครอบครัวรวบรวม พบว่าในปัจจุบันอัตราเฉลี่ยการจดทะเบียนหย่าสูงขึ้น โดยแต่ละปีจะมีคู่สมรสมาหย่าร้างมากถึงกว่า 1 แสนคู่ ขณะเดียวกันระดับการจดทะเบียนสมรสก็อยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำด้วย และสาเหตุหลัก คือ เรื่องของการมีกิ๊ก ที่นำไปสู่การนอกใจในที่สุด
แต่กระนั้นวันชัยมองเรื่องนี้ว่า สภาพปัจจุบันสังคมไทย เรายอมรับการหย่าได้ และแต่ละคนมีชีวิตใหม่ได้ หากแต่คู่สมรสนั้นเป็นพ่อแม่ที่มีลูก ก็ต้องมาดูว่าเตรียมความพร้อมสำหรับลูกมากน้อยแค่ไหน ถ้าเตรียมได้ดีก็ไม่มีปัญหา
จเด็จ เชาว์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล มองว่า รัฐบาลควรที่จะผลักดันให้กฎหมายเอาผิดทางอาญากับการกระทำความรุนแรงในครอบครัวเป็นจริงขึ้นมา เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเรื่องการนอกใจ การทำร้ายกันทางความรู้สึกของคนในครอบครัว โดยเฉพาะสามีและภรรยาเป็นต้นตอที่นำไปสู่ความรุนแรงตามมา
จเด็จ มองนัยของ พล.อ.ประยุทธ์ที่พูดถึงเรื่องกฎหมายห้ามมีชู้เพราะเป็นปัญหาของสังคมอย่างแท้จริง และที่ผ่านมานายกฯ ก็เคยพูดอยู่บ่อยครั้งว่า “อย่า” ไปทำร้ายผู้หญิง หรือทำร้ายคนในครอบครัว และสิ่งนี้สะท้อนให้สังคมต้องเห็นร่วมตรงกัน เพราะไม่ใช่เรื่องลิ้นกับฟัน แต่เป็นเรื่องทำร้ายร่างกายและการใช้ความรุนแรง
“พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า คนที่เห็นเหตุการณ์ทำร้ายกันเองในครอบครัว หรือทะเลาะวิวาทระหว่างสามีภรรยาจะต้องรีบแจ้งเหตุทันที ความหมายของกฎหมายก็เพื่อให้ยับยั้งเหตุรุนแรงที่อาจจะตามมา ดังนั้นจะเห็นได้ว่าไม่ใช่เรื่องของเขา เราไม่ต้องไปยุ่งแล้ว มันคือเรื่องที่สังคมต้องให้ความสำคัญ” จเด็จ ให้ความเห็น
ความเห็นของจเด็จ ไม่ต่างจาก เลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรี และสถาบันครอบครัว กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มองว่า เรามีกฎหมายเดิมที่ใช้กันมากว่า 10 ปีแล้ว และเพื่อยกระดับขึ้นมา จึงมีการออก ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลในครอบครัว พ.ศ. ... (กฎหมายห้ามมีกิ๊ก) และระหว่างนี้อยู่ในขั้นตอนของสำนักงานกฤษฎีกาที่ตรวจมาตราอยู่ และผ่าน ครม.มาแล้วเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา แต่คาดว่าคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะบังคับใช้ได้
อย่างไรก็ตาม ปัญหาครอบครัวที่นำไปสู่ความรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก และกฎหมายใหม่ฉบับนี้นอกเหนือไปจากที่คุ้มครองผู้ถูกกระทำในครอบครัวแล้ว ยังช่วยส่งเสริมให้สถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็งมากขึ้นด้วย เพราะกฎหมายจะมาบังคับและกำหนดโทษอาญาทันทีหากเกิดการทำร้ายในครอบครัว
“กฎหมายเดิมหากทำร้ายคนในครอบครัวก็มีโทษปรับ 6,000 บาท หรือจำคุก 6 เดือนอยู่แล้ว แต่กฎหมายใหม่จะช่วยดูแลเรื่องสภาพจิตใจ ร่างกายของผู้ถูกกระทำ รวมถึงผู้กระทำเองที่ศาลจะต้องไต่สวนพิจารณาว่าสาเหตุที่กระทำเป็นเพราะอะไร หากเป็นเพราะเหล้าก็ไปบำบัด หรือเป็นเพราะสภาพจิตใจก็ต้องรักษา เพื่อให้กลับไปสู่ครอบครัวได้อีกครั้ง” เลิศปัญญา อธิบาย
แต่สังคมมองว่า นี่คือ กฎหมายห้ามมีกิ๊ก หรือห้ามมีชู้ ซึ่งเรื่องนี้เลิศปัญญามองว่าสังคมกำลังมองเนื้อหาที่ผิดเพี้ยนไป เพราะในข้อกฎหมายระบุไว้ว่าหากการกระทำที่ทำร้ายจิตใจและร่างกาย หรือทำให้กระทบกระเทือนจิตใจก็ตาม จะต้องมีความผิด ไม่ได้มีระบุเอาไว้ว่าห้ามมีชู้
“คนไปมีเมียน้อย เมียหลวงอาจจะช็อกก็ได้ ตรงนี้ก็ทำร้ายจิตใจ หรือทำให้จิตใจไม่เป็นสุข นี่คือความผิด เราไม่ได้ห้ามมีชู้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของบุคคล เพราะบางส่วนมีชู้แต่ครอบครัวอยู่ได้อย่างมีความสุข อย่างนี้ก็ไม่ได้ทำร้ายจิตใจกัน แต่เมื่อใดที่กระทบกระเทือนแม้แต่ทางความรู้สึก ก็จะเข้าข่ายความผิด” อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ทิ้งท้าย


