posttoday

จับขั้วปชป.-เพื่อไทย พูดง่ายแต่ทำยาก

28 พฤศจิกายน 2560

ข้อเสนอให้พรรคการเมืองจับมือเพื่อสกัด “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ถูกหยิบยกมาปัดฝุ่นอีกครั้ง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ข้อเสนอให้พรรคการเมืองจับมือเพื่อสกัด “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ถูกหยิบยกมาปัดฝุ่นอีกครั้ง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ 

“พรรคการเมืองที่จะรวมกันก็ต้องได้  376 เสียงขึ้นไป ซึ่งโอกาสยากมากเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นคนตั้ง สว. ก็ต้องคัดเลือกคนที่เชื่อฟังตัวเอง ดังนั้นพรรคใหญ่ 2 พรรคต้องจับมือเกือบจะเป็นคณิตศาสตร์แบบนั้น แต่ก็เกิดขึ้นได้ และไม่ควรปิดโอกาสในการร่วมมือกันของ 2 พรรคใหญ่ ถ้าจะไม่ให้คนนอก หรือ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีก”

จาตุรนต์ ฉายแสง ​แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวระหว่างงานเสวนาเรื่อง “ปรองดองแบบ คสช. เมื่อไรจะเจออุโมงค์”  จัดโดยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 พ.ย. ที่ผ่านมา

สอดรับกับ นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่กล่าวในเวทีเดียวกันว่า ​เงื่อนไขในรัฐธรรมนูญไม่เอื้อต่อความปรองดอง เพราะไม่สามารถตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ หาก สว. 250 คนไม่เอาด้วย เมื่อตั้งรัฐบาลไม่ได้ คสช.ก็อาจใช้เป็นเหตุผลอยู่ต่อ

“อาจเกิดสภาพที่นักมวยหันมาจับมือกันไล่ถลุงกรรมการ เพื่อเปลี่ยนกติกาที่ไม่เป็นธรรม และเอาระบบที่ไม่พึงปรารถนาออกไป เซตซีโร่ระบบ คสช. ด้วยการที่พรรคการเมืองทุกพรรคจับมือกันตั้งรัฐบาล แทนที่จะสู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง แม้ว่าโอกาสจะน้อยก็ตาม โดยเห็นว่าเราคุยกันด้วยเลือดและชีวิตพอแล้ว ต้องหันมาใช้สันติวิธี”

ถอดรหัส “สัญญาณ” ของแกนนำสองพรรคใหญ่ที่กล่าวสอดรับกันเช่นนี้ น่าจะเป็นการหยั่งกระแสวัดเสียงตอบรับจากทั้งสังคมและบรรดาแกนนำของตัวเองทั้งสองฝ่าย ว่ายอมรับได้หรือไม่กับแนวทางนี้

จะเห็นว่าด้านหนึ่ง ​​พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เริ่มแสดงท่าทีสนใจจะเข้าสู่สนามการเมือง ผ่านทั้ง 6 คำถาม ที่ออกมาสำรวจความเห็นประชาชน ที่ถูกตีความว่าเป็นการ “เปิดหน้า”

แม้จะไม่ใช่การลงสนามในนาม “ผู้สมัคร” ที่ลงแข่งในรอบปกติ ร่วมกับผู้สมัครจากพรรคการเมืองอื่นๆ ที่จะต้องขับเคี่ยวกันในการเลือกตั้งที่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นในปลายปี 2561

แต่ด้วยช่องทางพิเศษที่เปิดประตูไว้รอ “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ยิ่งทำให้ชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ มาแรงท่ามกลางเสียงสนับสนุนที่เปิดหน้าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ท่ามกลางกระแสเตรียมตั้งพรรคการเมืองของบางกลุ่มทั้ง กลุ่มของ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งจองกฐินล่วงหน้ามาหลายปี ประกาศเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัยเพื่อสานต่อภารกิจ “ปฏิรูป” และ “ปรองดอง”​

รวมทั้งท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ สุเทพ เทือกสุบรรณ​ อดีตแกนนำ กปปส. ที่เปิดช่องพร้อมตั้งพรรคการเมืองหากถึงคราว “จำเป็น”

สุดท้ายเมื่อรวมกับตัวช่วย 250 เสียง จาก สว. ที่แต่งตั้งมาจาก คสช. ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้โอกาสที่นายกรัฐมนตรีคนนอกจะเป็นคนที่มาจาก คสช. เป็นไปได้สูง

ข้อเสนอการจับมือของพรรคการเมืองไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งแรก แต่มีมาตลอด แต่ทว่ากระแสตอบรับจากสองพรรคใหญ่ดูจะไม่คล้อยตามไปกับข้อเสนอนี้

ประการแรก แนวคิดที่อยู่กันคนละขั้วของเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ มาอย่างยาวนาน คล้ายน้ำและน้ำมันที่ยากจะรวมตัวกันได้ ที่ผ่านมาจึงเห็นท่าทีของทั้งสองฝ่ายออกมาปฏิเสธข้อเสนอนี้กลายๆ

ประการที่สอง ทางการเมืองแล้วเวลานี้อาจไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมกับการเปิดหน้าประกาศหาผนึกกำลัง ที่จะยิ่งทำให้การเมืองทั้งสองฝั่งต้องคอยตอบคำถามมวลชนฐานเสียงของตัวเอง

อันจะเป็นผลเสียทำให้การหาเสียงในอนาคตของทั้งสองฝั่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก ​โดยเฉพาะกับท่าที จุดยืน และนโยบายที่ดูจะไปคนละทิศละทาง จนยากจะหาข้อสรุปร่วมกันได้

ประการที่สาม ไม่ใช่เรื่องง่ายในภาวะที่คะแนนนิยมของพรรคการเมือง ที่พยายามถูกทำให้เห็นว่าเป็น “จำเลย” สร้างปัญหาหมักหมมในอดีตที่ผ่านมา ทำให้ยากจะรวมเสียงกันได้ยาก ขณะที่คนจำนวนไม่น้อยยังเชื่อมั่นใน คสช.แม้จะค่อยๆ ลดลง

ประการที่สี่ ด้วยระบบเลือกตั้งแบบใหม่บัตรเดียว นับคะแนนทั้ง สส.เขตและ สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งวิเคราะห์แล้วจะทำให้เกิดพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากได้ยาก และอาจนำไปสู่สภาพ “เบี้ยหัวแตก”

การที่สองพรรคใหญ่จับมือกันอาจไม่มีพลังเพียงพอไปคัดง้างกับอีก 250 เสียงของ สว.

อีกด้านหนึ่งการจะให้พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก มาร่วมจับมือด้วยก็เป็นไปได้ยาก เพราะบางพรรคก็เริ่มประกาศตัวสนับสนุน คสช.ล่วงหน้าไปแล้ว

สุดท้าย ทางเลือกที่พรรคใหญ่จะไปจับกับฝั่ง คสช. จึงอาจจะเป็นไปได้มากกว่ามาจับมือกันเอง ยิ่งด้วยกลไกที่วางไว้รองรับรัฐบาลที่จะมาในอนาคต ทั้งคณะกรรมการปฏิรูป คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติด้วยแล้ว คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่พรรคการเมืองจะเดินหน้าทำงานไปตามแนวนโยบายที่ตัวเองมุ่งหวัง

ดังนั้น ถึงแม้สถานการณ์เวลานี้จะบีบให้พรรคใหญ่ต้องจับมือกัน ​​หากหวังจะสู้กับ คสช. ในอนาคต แต่ในทางปฏิบัติแล้วทางเลือกนี้ยากจะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง

ข่าวล่าสุด

นักวิจัยจุฬาฯ เจ๋ง! ค้นพบ โพรไบโอติก “แอล34” ลดการอักเสบในผู้ป่วยไตเรื้อรังได้!