posttoday

บิ๊กตู่ล่องใต้ โกยคะแนนนิยม

27 พฤศจิกายน 2560

ถ้าเรตติ้ง ณ นาทีนี้ยังดีวันดีคืนไปจนถึงวันเลือกตั้ง แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนต่อไป จะหนีหายไปไหนถ้าไม่ใช่ “บิ๊กตู่”

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ใกล้เข้าโค้งสุดท้ายของการดำรงอยู่ในอำนาจของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังใกล้ลงหลังเสือเข้ามาทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดปลายเทอมรัฐบาลย่อมต้องรีบโกยคะแนนนิยมจากประชาชนให้มากที่สุดก่อนลงจากตำแหน่ง โดยเฉพาะตัว “บิ๊กตู่” ยิ่งต้องปั่นกระแสความนิยมในตัวเองให้พุ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

ยิ่งระยะหลังคะแนนนิยมในตัวรัฐบาล คสช.เริ่มแผ่วลง เพราะรัฐมนตรีบางท่านอาจทำงานไม่เข้าตา โชว์ผลงานไม่โดดเด่น แก้ปัญหาประชาชนไม่ทันท่วงที เลยดึงเรตติ้ง ครม.พลอยร่วงตามไปด้วย ดังนั้น “บิ๊กตู่” จึงต้องสวมบท “ฮีโร่” กู้คะแนนนิยม ด้วยการลงพื้นที่ทวงคะแนนนิยมคืนให้ประชาชนสนับสนุน “บิ๊กตู่” เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ไม่ว่าจะมาจาก “คนนอก” หรือ “คนใน” คนคนนั้นต้องชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร เป็นเครื่องมือทางการเมืองอันสำคัญนับเป็นไม้เด็ดด้วยซ้ำในการกวาดคะแนนเสียง หรือคะแนนนิยมจากประชาชนได้เร็วที่สุดวิธีการหนึ่ง เพราะยามใดผู้บริหารระดับประเทศลงพื้นที่ย่อมต้องเทกระจาด โครงการและงบประมาณไปมัดใจชาวบ้าน แต่ในยุค คสช.พิเศษกว่ารัฐบาลยุคไหนๆ เพราะ “บิ๊กตู่” เล่นเทงบและโครงการหว่านไปทั่วภูมิภาค จึงกลายเป็นที่มาของการประชุม ครม.สัญจร 6 ภาค

ประกอบด้วย ภาคเหนือ กลาง ตะวันออกเฉียงเหนือ เขตเศรษฐกิจพิเศษ หรืออีอีซี และในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งครั้งล่าสุดที่กำลังมาถึงระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย.นี้ จ.สงขลา โดยนายกฯ มีกำหนดการลงพื้นที่ติดตามงานด้านความมั่นคงและพัฒนาที่กองพลทหารราบที่ 15 ที่ จ.ปัตตานี พร้อมจะพบปะกับผู้ว่าราชการจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ ผู้แทน ภาคเอกชน และผู้นำท้องถิ่น และประชุม ครม.ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จ.สงขลา

แน่นอนการประชุม ครม.ที่ปักษ์ใต้คราวนี้รัฐบาล คสช.ย่อมยาหอมสารพัดงบประมาณและโครงการมหาศาลให้ท่วมปลายด้ามขวาน เพราะครั้งประชุม ครม.สัญจรที่ จ.นครราชสีมา วันที่ 21-22 ส.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลเทงบไปกว่าหลายหมื่นล้านบาท เพื่อพัฒนาชุบภาคอีสานให้มีระบบขนส่งมวลชนอันทันสมัย จัดระบบการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย ขณะที่ประชุม ครม.สัญจรที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ระหว่างวันที่ 18-19 ก.ย.ที่ผ่านมา “บิ๊กตู่” เทงบสนับสนุนเนรมิตให้ภาคกลางกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของประเทศ ด้วยการสนับสนุนยุทธศาสตร์พัฒนาภาคกลางหลายหมื่นล้านบาท เน้นการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและเกษตรแปรรูปโดยเฉพาะข้าว

ดังนั้น เมื่อ “บิ๊กตู่” ล่องใต้ย่อมต้องอัดฉีดไม่ให้น้อยหน้ากว่าภาคอื่นๆ  คาดว่าการมาคราวนี้รัฐบาลเตรียมเข็นงบและโครงการเกือบแสนล้านบาทเลยทีเดียว เพราะภาคใต้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและอาหารทะเลทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย สร้างเม็ดเงินและรายได้เข้าประเทศมหาศาล ยิ่งเกษตรอุตสาหกรรมทั้งยางพาราและปาล์มเป็นรายได้หลักของคนปักษ์ใต้

ที่สำคัญภาคใต้เป็นภูมิภาคที่เหมาะเป็นแบตเตอรี่ประเทศ ทั้งก๊าซ น้ำมัน และถ่านหิน และการขนส่งทางทะเลก็ลงตัวเหมาะสมสร้างท่าเรือ

ตามโพลสำนักดังๆ ต่างประเมินว่าภาคใต้เป็นภาคที่เชียร์ “บิ๊กตู่” ให้อยู่ต่อมากที่สุดภาคหนึ่ง ประเมินจากคะแนนนิยมที่มีการสำรวจกับฐานการเมืองเก่าของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในคราบของคณะกรรมการประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต สส.ปชป. จ.สุราษฎร์ธานี ที่ประกาศมาตลอดว่าหนุน “บิ๊กตู่” เป็นนายกรัฐมนตรี คนต่อไปหลังมีการเลือกตั้งปี 2561 เพื่อให้ “บิ๊กตู่” สานต่อการปฏิรูปประเทศ 13 ด้าน บวกกับวางยุทธศาสตร์ชาติได้สำเร็จ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่คะแนนนิยม “บิ๊กตู่” ในภาคใต้ยังเหนียวแน่น

แต่อย่าลืมว่าปักษ์ใต้มีจุดอ่อน 3 เรื่องสำคัญ ที่บั่นทอนความนิยมต่อตัวรัฐบาลมาโดยตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นั่นคือ 1.ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ยางพาราและปาล์ม เพราะรายได้หรือความเป็นอยู่ของชาวใต้กว่า 80% จะดี หรือเลวลงขึ้นอยู่กับราคายางและปาล์ม 2.ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้ที่ผ่านมาตั้งแต่ปฏิวัติรัฐประหารปี 2557 รัฐบาล คสช.ใช้กลไกทหารเข้าควบคุมโครงสร้างการทำงาน เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบ แต่ความรุนแรงยังไม่มอดไหม้ไปเสียที สันติสุขยังไม่บังเกิด คนไทยพุทธและมุสลิม ยังใช้ชีวิตอย่างหวาดผวา

และ 3.ความขัดแย้งโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงาน โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ซึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจท่องเที่ยวที่คัดค้านไม่ยอมรับการก่อสร้างท่าเรือและโรงไฟฟ้าถ่านหิน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทำลายรายได้การท่องเที่ยวทางทะเล ยิ่งรัฐบาล “บิ๊กตู่” ไม่ชัดเจน

ด้านยุทธศาสตร์ภาคใต้ควรจะเป็นแหล่งพลังงาน หรือท่องเที่ยวกันแน่ จึงทำให้ความขัดแย้งบานปลายจนทุกวันนี้

ถึงอย่างไร “บิ๊กตู่” มีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งตะลุยลงพื้นที่โกยคะแนนกันหน้าตั้ง เพราะเวลาเหลืออีกราวปีกว่า เป็นช่วงเวลาที่ต้องเก็บเกี่ยว กอบโกยคะแนนนิยมให้ได้มากที่สุด เพื่อตุนไว้หล่อเลี้ยงกระแสนิยมให้นานๆ รอเวลาจนถึงการเลือกตั้ง ส่วนกติกาในรัฐธรรมนูญจะล็อกไว้อย่างไรก็สุดแล้วแต่ “คนใน” หรือ “คนนอก” จะเป็นนายกรัฐมนตรี

แต่ถ้าเรตติ้ง “บิ๊กตู่” ณ นาทีนี้ยังดีวันดีคืนไปจนถึงวันเลือกตั้ง แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนต่อไป จะหนีหายไปไหนถ้าไม่ใช่ “บิ๊กตู่” 

ข่าวล่าสุด

นักวิจัยจุฬาฯ เจ๋ง! ค้นพบ โพรไบโอติก “แอล34” ลดการอักเสบในผู้ป่วยไตเรื้อรังได้!