
แนวทางการใช้ AI สู่การช่วยฟื้นฟูหลังเกิดเหตุภัยพิบัติ
AI ก้าวสู่บทบาทใหม่ในการรับมือภัยพิบัติ ตั้งแต่ประเมินความเสียหายด้วยภาพถ่ายและโดรน ไปจนถึงวางแผนฟื้นฟูและส่งความช่วยเหลือ
KEY
POINTS
- มีการนำ AI มาใช้ประเมินความเสียหายหลังเกิดภัยพิบัติอย่างรวดเร็วผ่านเทคโนโลยีต่างๆ เช่น กล้องติดรถยนต์ ภาพถ่ายดาวเทียม และฝูงโดรน เพื่อสำรวจโครงสร้างพื้นฐานและอาคารที่พังทลาย
- ข้อมูลที่ AI รวบรวมและวิเคราะห์ได้ถูกนำมาใช้เพื่อวางแผนการฟื้นฟูอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การจัดลำดับความสำคัญพื้นที่ซ่อมแซมเร่งด่วน และการวางแผนเส้นทางให้ทีมช่วยเหลือเข้าถึงพื้นที่
- หลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย ได้เริ่มประยุกต์ใช้ AI ในการฟื้นฟูภัยพิบัติแล้ว เช่น การวิเคราะห์โพสต์บนโซเชียลมีเดียเพื่อค้นหาผู้ประสบภัย หรือการประเมินความเสียหายจากอุทกภัยผ่านภาพถ่ายดาวเทียม
ถ้าจะให้พูดหลายประเทศต่างนำ AI มาใช้ช่วยพยากรณ์อากาศกันทั่วไป เพื่อรับมือ แจ้งเตือน และป้องกันความเสียหายจากภัยพิบัติอย่างกว้างขวาง ทั้งในหน่วยงานรัฐตลอดจนภาคเอกชน ที่ช่วยให้รู้ตัวและรับมือภัยธรรมชาติได้ดียิ่งขึ้น แต่อันที่จริงยังมีแนวทางในการนำไปใช้ได้มากยิ่งกว่า
วันนี้เราจะมาพูดถึงอีกขั้นสู่การใช้งาน AI ในการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ
แนวทางใช้งาน AI หลังเหตุภัยพิบัติ
หนึ่งในกลุ่มที่มีแนวคิดนี้คือทีมวิจัยจาก University of South Florida (USF) กับการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อช่วยเหลือในการประเมินความเสียหายต่อโครงสร้างโดยรวม เพื่อให้สามารถเข้าถึงและดูแลความปลอดภัยของผู้คนได้รอบด้าน
เทคโนโลยีที่นำมาใช้หนึ่งในนั้นเป็นอุปกรณ์ทั่วไปอย่าง กล้องหน้ารถ AI อาศัยการขับรถที่ติดกล้องแล้วขับตระเวนไปในพื้นที่ภัยพิบัติ ตัวกล้องได้รับการพัฒนาให้ตรวจจับความเสียหาย ทั้งในส่วนถนนที่พัง สัญญาณไฟจราจรเสียหาย หรือป้ายจราจรที่หลุดไป ทั้งหมดจะถูกเก็บบันทึกในฐานะภาพโดยอัตโนมัติ แล้วนำมาประมวลผลความเสียหายที่เกิดขึ้น
เมื่อได้ข้อมูลจากการลงพื้นที่แล้วจึงเริ่มนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้งาน ทั้งลดความล่าช้าจากระบบอินเทอร์เน็ตล่ม ตัดทอนความยุ่งยากทางการวิเคราะห์และเอกสาร และตรวจสอบสภาพความเสียหายโดยรวมที่เกิดขึ้น แล้วนำมาวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดต่อการใช้ชีวิต
จากนั้นจึงนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เป็นฐานเพื่อประเมินในการส่งทีมช่างเข้าช่วยเหลือ ทั้งในส่วนการซ่อมแซมจุดเสี่ยงภัยที่อาจทำให้ได้รับอันตราย กำหนดพื้นที่ซ่อมแซมเร่งด่วน กำหนดตารางงาน ตลอดจนวางแผนเส้นทางที่เข้าถึงอัตโนมัติ เพื่อช่วยให้เส้นทางสัญจรและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่กลับมาทำงานให้เร็วที่สุด
อีกส่วนที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กันคือ ระบบ AI วิเคราะห์โพสต์โซเชียลแบบเรียลไทม์ เนื่องจากใยนพื้นที่ห่างไกล ซอยเปลี่ยว หรือถูกตัดขาดเส้นทาง อาจมีผู้ต้องการความช่วยเหลือ จึงนำไปสู่แนวคิดในการเข้าถึงข้อมูลร้องเรียนของชาวบ้าน เพิ่มโอกาสให้พวกเขามีโอกาสเข้าถึงความช่วยเหลือได้รวดเร็วและตรงจุดยิ่งขึ้น
นี่จึงถือเป็นอีกแนวทางในการใช้ AI รับมือภัยพิบัติและความเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศที่กำลังเกิดในปัจจุบัน
แนวทางการใช้ AI รับมือภัยพิบัติในต่างประเทศ
แน่นอนไม่ได้มีเพียงสหรัฐฯที่เร่งผลักดัน AI มาช่วยฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ ประเทศคู่แข่งอย่างจีนก็เริ่มนำเทคโนโลยีนี้มาใช้แล้วเช่นกัน ทั้งในส่วนของโมเดล AI พยากรณ์อย่าง Pangu, Fengwu หรือ Fuxi เพื่อคำนวณหาจุดที่พายุพัดขึ้นฝั่ง ตลอดจน Jiu'an โมเดล AI เชื่อมต่อฐานข้อมูลระดับประเทศ เพื่อช่วยวางแผนรับมือป้องกันภัยพิบัติ
แนวทางที่กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนามีอยู่หลายแบบ เริ่มจากการนำข้อมูลจากภาพถ่ายทางอากาศและดาวเทียมมุมกว้าง มาป้อนเข้าสู่โมเดล AI เพื่อประเมินและวิเคราะห์รอยร้าวของอาคารลงลึกในระดับผิวดิน ช่วยให้สามารถจำลองและตรวสอบโครงสร้างที่พังทลาย เพื่อให้ทราบว่าตึกมีความเสี่ยงถล่มมากแค่ไหนและซ่อมแซมได้หรือไม่
ตามด้วย ระบบ DisasTeller ระบบ AI Agent สำหรับการประเมินความเสียหายอาคารมาตรฐาน EMS-98 ที่สามารถนำข้อมูลดิบมาประมวลผล ทำเครื่องหมายบนแผนที่ และคัดกรองข้อมูลแม่นยำถึง 97% พร้อมกำหนดกรอบการทำงาน และร่างแผนฟื้นฟูชุมชนให้เสร็จได้ในไม่กี่นาที ลดภาระและความเสี่ยงในการส่งเจ้าหน้าที่สำรวจหน้างานจนอาจได้รับอันตราย
อีกส่วนที่ถูกนำมาใช้ไม่แพ้กันคือ ฝูงโดรนอัตโนมัติ ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI อาศัยโดรนส่งเข้าสู่เส้นทางที่ถูกตัดขาดหรือเสี่ยงภัยเพื่อทำการสำรวจพื้นที่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบอัตโนมัติ ทั้งสำหรับใช้ในการตรวจสอบ จัดทำแผนที่ 3 มิติ สร้างเส้นทาง เพื่อให้สามารถรับทราบปัญหา และวางแผนในการส่งความช่วยเหลือเข้าสู่พื้นที่ต่อไป
แน่นอนประเทศอื่นเองก็มีการนำ AI เข้ามาสนับสนุนในการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติเช่นกัน ตั้งแต่ EU ที่มีโครงการ REMODEC ที่สามารถประเมินความเสียหาย ตรวจสอบจุดที่ซ่อมแซม ตลอดจนแนะนำแผนจัดสร้างอาคารพักพิงชั่วคราว เพื่อให้ผู้ประสบภัยเข้าพักและได้รับความช่วยเหลือ ในกรณีเหตุภัยพิบัติได้อย่างรวดเร็ว
อีกหนึ่งประเทศที่ต้องพูดถึงในการรับมือและฟื้นฟูหลังภัยพิบัติคือ ญี่ปุ่น ที่มีการพัฒนาระบบ AI วัดแรงสั่นสะเทือนที่เกิดกับตัวอาคาร พร้อมประเมินระดับความเสียหายที่เกิดต่อโครงสร้างร่วมกับภาพถ่ายทางดาวเทียมด้วยระดับความแม่นยำถึง 80% และสามารถส่งอีเมลไปขอความช่วยเหลือหลังเกิดเหตุได้ภายในไม่กี่นาที
นับเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ช่วยรับมือภัยพิบัติจากภาวะโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน
สำหรับประเทศไทยเองก็เริ่มมีการนำ AI เข้ามาช่วยในการฟื้นฟูเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือ GISTDA ที่มีการนำ AI มาช่วยประเมินภาพถ่ายดาวเทียมหลังเกิดอุทกภัยเพื่อประเมินความเสียหาย เริ่มนำมาทดสอบใช้งานครั้งแรกในเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ปลายปี 2025 เพื่อค้นหาตำแหน่งที่ต้องฟื้นฟูก่อน หรือ โดรนอัตโนมัติ HORRUS ที่ใช้ตรวจสอบพื้นที่น้ำท่วมภาคเหนือเช่นกัน
เทคโนโลยี AI จึงไม่ใช่เพียงเรื่องไกลตัว แต่ยังมีส่วนช่วยในการรับมือภัยพิบัติในทั่วทุกมุมโลกอย่างแท้จริง
ที่มา
https://english.cas.cn/newsroom/news-updates/202607/t20260714_1178145.shtml
https://english.news.cn/20260723/ecdc7b689d784ebeaa58ae807db979bf/c.html
https://www.tut.ac.jp/english/news/14102.html







