posttoday
การจัดสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ อาจทำให้ค่าไฟในสหรัฐฯพุ่งขึ้น 57%

การจัดสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ อาจทำให้ค่าไฟในสหรัฐฯพุ่งขึ้น 57%

29 พฤษภาคม 2569

ดาต้าเซ็นเตอร์กำลังขับเคลื่อนยุค AI แต่ก็อาจทำให้ค่าไฟสหรัฐฯพุ่งสูงถึง 57% พร้อมเพิ่มการปล่อยคาร์บอนและใช้ทรัพยากรมหาศาล

ปัจจุบัน AI กลายเป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานทั่วไปทั้งในการทำงานและชีวิตประจำวัน หลายประเทศผลักดันเทคโนโลยีขึ้นมารองรับการทำงานเพื่อพัฒนาประเทศ ดาต้าเซ็นเตอร์ถูกยกระดับให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญและกำลังเร่งจัดสร้างขึ้นมารองรับ เพื่อเตรียมพร้อมเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ยุคใหม่

 

แต่ดาต้าเซ็นเตอร์ก็ใช่จะมีแต่ประโยชน์ เมื่อมันอาจเป็นเหตุให้ราคาพลังงานเพิ่มสูงได้เช่นกัน

 

การจัดสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ อาจทำให้ค่าไฟในสหรัฐฯพุ่งขึ้น 57%

 

เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์อาจทำให้ค่าไฟฟ้าสหรัฐฯพุ่งทะยาน

 

ผลงานนี้เป็นการวิจัยจาก North Carolina State University ร่วมกับคณะ กับการค้นพบว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังทำการจัดสร้างอย่างกว้างขวางในสหรัฐฯ อาจทำให้ต้นทุนค่าไฟทั่วประเทศเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 6 – 29% โดยในบางพื้นที่อาจมีต้นทุนค่าไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นจากเดิม 57%

 

จากการสำรวจรวบรวมข้อมูลพบว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาสหรัฐฯ อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าในสหรัฐฯค่อนข้างคงที่มาตลอด 20 ปี จนกระทั่งช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมาความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด สาเหตุมาจากการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ รองลงมาคือการขุดคริปโต

 

ทีมวิจัยได้สร้างแบบจำลองจัดการระบบพลังงาน ที่จะช่วยพยากรณ์ว่าต้องใช้เทคโนโลยีใดในการผลิตไฟฟ้า โดยวิเคราะห์อุปสงค์และอุปทานพลังงานในระดับรายชั่วโมงครอบคลุม 48 รัฐของประเทศ ผลปรากฏว่าอัตราค่าไฟฟ้าทั่วประเทศจะพุ่งสูงอย่างพร้อมเพรียง โดยเฉพาะเวอร์จิเนีย แมริแลนด์ นิวเจอร์ซีย์ เท็กซัส ฯลฯ

 

รัฐเหล่านี้เป็นพื้นที่ซึ่งถูกระบุว่าจะถูกจัดสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นมาใหม่ ทำให้ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด โดยอาจมีต้นทุนพลังงานสูงขึ้นถึง 57% นอกจากนี้ ความต้องการไฟฟ้าที่สูงขึ้นจะทำให้อัตราการปล่อยคาร์บอนเพิ่มถึง 28% และอาจทำให้ความพยายามลดการปล่อยคาร์บอนกว่า 20 ปีต้องสูญเปล่า

 

และจากข้อมูลคาดว่าปัญหาเหล่านี้จะเริ่มปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมภายในปี 2030

 

การจัดสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ อาจทำให้ค่าไฟในสหรัฐฯพุ่งขึ้น 57%

 

ปัญหาการใช้ทรัพยากรของดาต้าเซ็นเตอร์

 

อัตราการใช้พลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์ในยุคปัจจุบันถือเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ เมื่อความก้าวหน้าของ AI ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การผลักดันและเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี แต่การใช้งาน AI ต้องแลกกับกำลังประมวลผลขนาดใหญ่ที่นำไปสู่การใช้พลังงานมหาศาลในการขับเคลื่อน ยังไม่รวมถึงการระบายความร้อน และรักษาเสถียรภาพของเครือข่าย

 

จากข้อมูลกำลังการประมวลผลชิป AI ในช่วงปลายปี 2025 ก็ต้องการกำลังไฟในการเดินเครื่องสูงถึง 30 กิกะวัตต์ เพียงพอต่อการหล่อเลี้ยงบ้านราว 22 – 30 ล้านหลัง เพียงพอต่อการหล่อเลี้ยงประเทศไทยทั้งประเทศ และยังมีแนวโน้มในการขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนอาจทำให้เกิดปัญหาคอขวดทางพลังงาน

 

จริงอยู่ที่บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งเริ่มจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานกันมากขึ้น โดยเฉพาะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หรือโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด แต่มีแนวโน้มสูงว่าการเร่งจัดสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นมารองรับอาจไม่ทันการ ไม่สามารถขยายตัวรองรับดาต้าเซ็นเตอร์และความต้องการพลังงานเหล่านี้ได้

 

นั่นทำให้ในช่วงแรกการขับเคลื่อนดาต้าเซ็นเตอร์ในช่วงที่ยังไม่มีโครงสร้างพลังงานรองรับ อาจส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานภายในท้องที่ให้เพิ่มสูงขึ้นมาก นอกจากนี้การอุดรอยรั่วและแก้ปัญหาคอขวดในระยะสั้น ก็อาจต้องหันกลับไปพึ่งพาถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนอย่างมาก

 

นอกจากประเด็นด้านพลังงานแล้วอีกส่วนที่ดาต้าเซ็นเตอร์จะก่อให้เกิดผลกระทบคือ น้ำ การหล่อเย็นเซิร์ฟเวอร์ในดาต้าเซ็นเตอร์อาศัยน้ำปริมาณมหาศาล ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดกลางอาจใช้น้ำมากถึง 1.1 ล้านลิตร/วัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตรภายในพื้นที่อีกด้วย

 

นั่นทำให้การจัดสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อพัฒนาและวางโครงสร้างพื้นฐาน AI มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่คิด

 

การจัดสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ อาจทำให้ค่าไฟในสหรัฐฯพุ่งขึ้น 57%

 

ดาต้าเซ็นเตอร์ที่อาจกลายเป็นโอกาสของไทย

 

เมื่อพูดถึงประเทศไทยหลายท่านอาจคิดว่าเราด้อยกว่าสหรัฐฯ แต่ถ้าพูดถึงโครงสร้างพื้นฐานเราก็มีจุดเด่นมากกว่าเช่นกัน โดยเฉพาะปัญหาด้านพลังงานที่หลายประเทศปวดหัว ไทยประสบปัญหาเหล่านั้นน้อยกว่ามาก จากการที่ไทยมีกำลังไฟฟ้าสำรองราว 25 – 40% มากกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลที่ 15 – 25%

 

ด้วยกำลังไฟฟ้าเหล่านี้แม้จะมีการเพิ่มดาต้าเซ็นเตอร์มาให้ขับเคลื่อน บ้านเรือนทั่วไปก็จะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ราคาพลังงานจะตอบโจทย์นักลงทุนมากกว่าคู่แข่งที่อยู่ใกล้เคียงอย่างเวียดนาม ที่ยังคงประสบปัญหาไฟตกอยู่บ่อยครั้ง หรือแม้แต่ทรัพยากรน้ำของไทยก็อุดมสมบูรณ์ มากพอจะนำมาหล่อเลี้ยงดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างราบรื่น

 

อันดับถัดมาคือ ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นเราผจญภัยธรรมชาติไม่มากนัก ปราศจากแผ่นดินไหว พายุไต้ฝุ่น หรือสึนามิ ความเสี่ยงจะได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติจึงน้อยกว่า เป็นข้อได้เปรียบสำคัญต่อประเทศญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซีย

 

อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันคือ โครงสร้างทางดิจิทัลของประเทศ ไทยมีเศรษฐกิจดิจิทัลใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน ประชาชนคุ้นเคยกับการใช้งานเทคโนโลยี มีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตถึง 94.7% พร้อมโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่เข้มแข็ง จึงแน่ใจได้ว่าการส่งข้อมูลหลังประมวลผลจะเป็นไปอย่างราบรื่น

 

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง Microsoft, Google และ AWS จะสนใจและเริ่มลงทุนภายในไทย

 

 

 

 

ฟังดูเป็นเรื่องดีและโอกาสครั้งใหญ่ในการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตามไทยเรายังมีข้อจำกัดในการลงทุนส่วนนี้ด้วยเช่นกัน ทั้งปัญหาคอขวดด้านสายส่งพลังงาน, อัตราการใช้พลังงานที่ปรับตัวสูงจากอากาศร้อนและการขยายตัวของ EV ตลอดจนความพร้อมของบุคลากรที่อาจทำให้ประโยชน์ตกมาไม่ถึงชุมชนอย่างเต็มที่

 

คงต้องรอดูกันต่อไปว่า ไทยจะสามารถแก้ไขปัญหาและคว้าโอกาสในครั้งนี้มาได้หรือไม่

 

 

 

ที่มา

 

https://iopscience.iop.org/article/10.1088/1748-9326/ae6c3d

 

https://blog.google/intl/th-th/company-news/inside-google/e-conomy-sea-2025/

 

https://www.energy.go.th/th/hot-news/30286

 

ข่าวล่าสุด

เผยเหตุ ! ลิเวอร์พูลปลด "สล็อท" หลังผลงานดิ่ง เล็ง "อิราโอลา" ทันที

เผยเหตุ ! ลิเวอร์พูลปลด "สล็อท" หลังผลงานดิ่ง เล็ง "อิราโอลา" ทันที