'หัวเว่ย' มอง AI ไม่ใช่แค่เรื่องเทคฯทันสมัย แต่ต้องส่งผลต่อเศรษฐกิจได้จริง!
'หัวเว่ย' มอง AI ไม่ใช่แค่เรื่องเทคฯทันสมัย แต่ต้องส่งผลต่อเศรษฐกิจได้จริง! ตอบสนองต่อความต้องการในทุกภาคส่วนของสังคมได้
KEY
POINTS
- หัวเว่ยมองว่า AI ต้องสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้จริงและยั่งยืน ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยยึดแนวคิด “In Thailand, For Thailand” เพื่อตอบโจทย์ของประเทศ
- การประยุกต์ใช้ AI เน้นการพัฒนาแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละอุตสาหกรรมเพื่อให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม เช่น ในภาคการเงิน เมืองอัจฉริยะ และสาธารณสุข
- การทำให้ AI เกิดผลจริงในไทยต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งด้านการเก็บข้อมูล ระบบประมวลผล และพลังงานสะอาดสำหรับศูนย์ข้อมูล
ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยในงาน AI Revolution SHIFT 2026 Shaking the Global Economy เขย่าโลก พลิกเกมธุรกิจ จัดโดย "กรุงเทพธุรกิจ" ว่าหัวเว่ยมองเทคโนโลยีดิจิทัลไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่ต้องสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้จริง จึงจะยั่งยืน!
ทั้งนี้ บริษัทหัวเว่ยลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในระดับเกือบ 1 แสนล้านบาท และด้วยการเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ทำงานครอบคลุมหลายมิติของดิจิทัล ทำให้บริษัทกำหนดวิสัยทัศน์ชัดเจนว่าจะนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาสร้าง “Sustainable Impact” ให้กับเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “In Thailand, For Thailand” หมายความว่า เทคโนโลยีทุกอย่างที่นำเข้ามาจะต้องตอบโจทย์การใช้งานจริงของทั้งภาครัฐและเอกชน และต้องช่วยขับเคลื่อนประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าจะเป็นเพียงเทคโนโลยีที่ดูทันสมัยแต่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจจริง
อย่างไรก็ตาม AI ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบเทคโนโลยีที่ใหญ่กว่า เพราะสิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการเก็บข้อมูลหรือ Data Capture ซึ่งในอดีตข้อมูลจำนวนมากสูญหายหรือไม่ได้ถูกนำมาใช้ ดังนั้นอุปกรณ์และเทคโนโลยีระดับ Device ที่สามารถเก็บข้อมูลดิบจากพฤติกรรมการใช้งานจริงจึงกลายเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล เนื่องจากสามารถนำไปสร้างบริการใหม่หรือประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้าและประชาชนได้ โดยเฉพาะในภาครัฐที่ต้องยกระดับบริการสาธารณะ และภาคเอกชนที่ต้องเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าเชิงลึก
ตอบสนองต่อความต้องการแต่ละอุตสาหกรรมอย่างลงลึก
สำหรับมุมมองของหัวเว่ยต่อ AI ดร.ชวพล กล่าวว่า เน้นการพัฒนาแบบ Industry-Specific AI หรือ AI ที่ออกแบบตามความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายโซลูชันไม่ได้อยู่ในขั้นทดลอง แต่ถูกใช้งานจริงแล้วและเติบโตเต็มที่ในหลายอุตสาหกรรม โดยได้ชูการผสมผสานเทคโนโลยี AI เข้ากับเศรษฐกิจในด้านต่างๆ อาทิ
ภาคการเงิน
ภาคการเงินกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ตั้งแต่ระบบ Core Banking ระบบบัตรเครดิต ไปจนถึงการใช้ AI ตรวจจับการทุจริต ซึ่งโซลูชันเหล่านี้ถูกใช้งานในหลายประเทศ และเริ่มขยายในไทยอย่างชัดเจนในช่วงปีที่ผ่านมา
เมืองอัจฉริยะ (Smart City)
สำหรับตัวอย่างการใช้งานในระดับเมือง ปัจจุบันทั่วโลกมีการพัฒนาเมืองอัจฉริยะแล้วในราว 100 ประเทศ โดยเมืองใหญ่หลายแห่งสามารถสร้าง Digital Twin ของเมืองขึ้นมาได้ ทำให้ผู้บริหารเมืองเห็นข้อมูลด้านสาธารณูปโภค การเดินทาง ความปลอดภัย และบริการสาธารณะต่าง ๆ แบบเรียลไทม์ สามารถประเมินสถานการณ์ของเมืองทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้แม่นยำขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะสามารถตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ เช่น การทะเลาะวิวาท การจอดรถในที่ห้ามจอด หรือเหตุการณ์ผิดปกติในพื้นที่สาธารณะ พร้อมระบุป้ายทะเบียนและตำแหน่งได้ทันที ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง เสมือนมีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังเมืองตลอดเวลา
ระบบรถไฟความเร็วสูง
ในจีนมีการใช้หุ่นยนต์เข้าไปตรวจสอบชิ้นส่วนใต้ขบวนรถทุกครั้งที่รถไฟเข้าจอด พร้อมถ่ายภาพและวิเคราะห์ทันทีว่าอะไหล่ชิ้นใดเริ่มมีปัญหา รวมถึงมีกล้องติดกับตัวรถไฟเพื่อตรวจสอบรางตลอดเส้นทาง ทำให้สามารถรู้ล่วงหน้าว่ารางช่วงใดเริ่มมีความผิดปกติ แม้เส้นทางจะยาวนับพันกิโลเมตร
ภาคสาธารณสุข
เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ถูกนำมาใช้มากที่สุดอุตสาหกรรมหนึ่ง ตั้งแต่การติดตามสุขภาพผ่านอุปกรณ์สวมใส่ การดูแลผู้ป่วยนอกโรงพยาบาล ไปจนถึงการนำข้อมูลพฤติกรรมมาช่วยวินิจฉัย โดยอุปกรณ์สุขภาพในปัจจุบันสามารถเก็บข้อมูลได้ตลอดทั้งวัน ทำให้แพทย์เห็นข้อมูลการใช้ชีวิตจริงของผู้ป่วย ไม่ต้องพึ่งเพียงคำบอกเล่า ส่งผลให้การวินิจฉัยแม่นยำขึ้น
ขณะเดียวกัน เมื่อโลกเข้าสู่สังคมสูงวัย บุคลากรทางการแพทย์จะมีน้อยลงเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ป่วย เทคโนโลยีจึงเข้ามาช่วยแบกรับภาระ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทวอทช์ เทเลเมดิซีน ระบบถ่ายภาพทางการแพทย์ดิจิทัล และ AI ที่ช่วยอ่านผลตรวจ ซึ่งบางกรณีมีความแม่นยำสูงถึง 98%
นอกจากนี้ เทคโนโลยี Digital Human ซึ่งสามารถสร้างตัวแทนดิจิทัลของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ พูดได้หลายภาษา ใช้เสียงและใบหน้าคล้ายบุคคลจริง และสามารถสนทนาโต้ตอบได้อย่างเป็นธรรมชาติ แนวคิดนี้กำลังขยายไปสู่ Conversational Banking, Conversational Healthcare และ Conversational Retail เพราะการสนทนาเป็นรูปแบบการสื่อสารที่เป็นธรรมชาติที่สุดของมนุษย์
ภาคค้าปลีก
AI สามารถพัฒนาไปสู่ Smart Retail วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าในร้าน วิเคราะห์การทำงานของพนักงาน ติดตามสินค้าแบบเรียลไทม์ และสร้างข้อมูลเชิงลึกให้ธุรกิจและซัพพลายเออร์ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น แนวคิดเดียวกันนี้ยังสามารถนำไปใช้ในภาคการผลิตและอุตสาหกรรมอื่นได้อีกด้วย
อุตสาหกรรมบันเทิง
AI ถูกใช้สร้างคอนเทนต์เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้ผู้เล่นรายเล็กที่มีความคิดสร้างสรรค์สามารถเข้าถึงเครื่องมือผลิตคอนเทนต์และแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ได้ง่ายขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสใหม่ของผู้ประกอบการ SMEs ไทย
ทิศทางการพัฒนา AI ของไทย
เมื่อพูดถึงการทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้เกิดขึ้นจริงในไทย ดร.ชวพล กล่าวว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นหัวใจสำคัญ โดยหัวเว่ยได้พัฒนา AI Computing และชิปเซ็ตอย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่าง CloudMatrix SuperPod ที่รองรับ 384 NPU และสามารถขยายสเกลได้ถึงระดับซูเปอร์คลัสเตอร์ที่มีชิปจำนวนมหาศาล รองรับงานประมวลผล AI ขนาดใหญ่ขององค์กร
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกองค์กรสามารถนำข้อมูลไปไว้บน Public Cloud ได้ โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐและองค์กรที่มีข้อมูลสำคัญ จึงจำเป็นต้องมีสถาปัตยกรรมแบบ Private AI Computing เพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัยและอธิปไตยด้านข้อมูล
ขณะเดียวกัน การเติบโตของ AI Computing ยังมาพร้อมความท้าทายเรื่องพลังงาน ทำให้เทคโนโลยีด้านพลังงานสำหรับศูนย์ข้อมูล AI กลายเป็นอีกหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์และแบตเตอรี่ เพื่อรองรับการเติบโตของ AI ในระยะยาวและสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย
ทั้งนี้ สิ่งที่หัวเว่ยให้ความสำคัญที่สุดไม่ใช่การประกาศว่า AI ประสบความสำเร็จในประเทศใด แต่คือการนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศให้ได้จริง เพราะเป้าหมายของดิจิทัลและ AI ไม่ได้จบที่การโชว์เทคโนโลยี แต่ต้องลงลึกไปถึงเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างแท้จริง.a


