QuitGPT เมื่อดีลกับเพนตากอนของ OpenAI กลายเป็นหายนะทาง PR
กระแส QuitGPT ขยายตัว หลัง OpenAI ทำสัญญากับเพนตากอน จนผู้ใช้ยกเลิกสมาชิกจำนวนมาก ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาด ChatGPT ลดลงเหลือ 45%
นับเป็นกระแสใหญ่กว่าที่คิดกับแคมเปญ QuitGPT ที่มีการณรงค์ยกเลิกใช้งานและสมาชิกของ ChatGPT ซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็ว กลายเป็นแสด้านลบที่ถาโถมใส่ OpenAI จนทำให้จำนวนผู้ใช้งานเริ่มลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ จนส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทลดลงจากเดิมถึง 24%
ต้นตอของเรื่องนี้เริ่มจากประเด็นเกี่ยวกับเพนตากอน จากการที่ Claude ตัดสินใจต่อต้านรัฐบาลไม่ยอมให้นำโมเดลไปใช้ทางการทหาร ส่งผลให้มีการยุติสัญญาและโมเดลทั้งหมดภายในระบบราชการ OpenAI จึงอาศัยจังหวะนี้มาเสียบแทน จนได้รับข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหมในที่สุด
ผลที่เกิดขึ้นนำไปสู่แคมเปญ QuitGPT ที่มีการณรงค์ให้ยกเลิกสมาชิกของ ChatGPT ซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้ภาพลักษณ์ของบริษัทได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง สวนทางกับ Claude ที่ยืนหยัดต่อต้านไม่ยอมให้นำโมเดลไปใช้งาน จนพุ่งทะยานขึ้นเป็นอันดับ 1 มียอดดาวน์โหลดแซง ChatGPT เป็นครั้งแรก
สิ่งนี้ไม่ใช่ว่าผู้คนเกิดความรู้สึกต่อต้านสงครามเต็มรูปแบบแต่มาจากบริบทแวดล้อม ทั้งการยกเลิกสมาชิก ChatGPT ที่ทำได้ง่ายดายอาศัยระยะเวลาเพียง 10 วินาที รวมถึงการมีบริการ AI เจ้าอื่นเป็นทางเลือกในท้องตลาดจำนวนมาก จนทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของ ChatGPT ลดลงจาก 69% เหลือ 45% ในช่วงปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามประเด็นกระแสลบของ ChatGPT ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น ในช่วงที่ผ่านมา ChatGPT สูญเสียจุดเด่นในการเป็นผู้นำความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีที่เคยมี ทั้งในการก้าวขึ้นมาของ Gemini และ Claude ที่กำลังแซงหน้า ประเด็นด้านต้นทุนการผลิต หรือการสูญเสียบุคลากรจำนวนมาก
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ ChatGPT เสื่อมมนต์ขลังที่เคยมี และยังคงส่งผลกระทบในทางลบอย่างต่อเนื่อง


