Sarvam โมเดล AI จากอินเดีย สู่การย้อนรอยความสำเร็จของ Deepseek
อินเดียเร่งพัฒนา AI สัญชาติของตน เปิดตัว Sarvam รองรับ 22 ภาษา หวังสร้างอธิปไตยเทคโนโลยี แม้ยังเผชิญข้อจำกัดโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร
อินเดีย นับเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความสนใจและการจับตามองจากบริษัท AI มากมาย หลายบริษัทพากันทุ่มเม็ดเงินมหาศาลกับการลงทุนภายในอินเดีย ทั้งในส่วนกลุ่มทุนท้องถิ่นไปจนบริษัทข้ามชาติ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของอินเดียอย่างกว้างขวาง จนสามารถจัดงาน India AI Impact Summit ได้สำเร็จ
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อินเดียจะเริ่มคิดค้นพัฒนา AI Chatbot สำหรับใช้งานขึ้นมาเอง
Sarvam โมเดล AI น้องใหม่ที่สร้างขึ้นเพื่อคนอินเดีย
ผลงานนี้เป็นของบริษัทสตาร์ทอัพ Sarvam AI ในประเทศอินเดีย กับการประกาศเปิดตัวโมเดล Generative AI ของบริษัทในชื่อ Sarvam ออกมาเปิดตัวในงานประชุม India AI Impact Summit พร้อมนำโมเดลนี้ไปให้บริการภายในแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชัน Indus
ตัวโมเดลอาศัยสถาปัตยกรรม Mixture-of-Experts ที่ได้รับความนิยมในการใช้งานจากโมเดลชั้นนำทั่วโลก ได้รับการฝึกฝนและพัฒนาใหม่ตั้งแต่ต้น ต่างจากรุ่นที่ผ่านมาซึ่งใช้โมเดลโอเพนซอร์สตามท้องตลาดเป็นพื้นฐาน โดยอาศัยข้อมูลความเข้าใจในภาษาและวัฒนธรรมของอินเดียโดยเฉพาะ
ด้วยเหตุนี้ทำให้ Sarvam เป็นโมเดลที่สามารถทำความเข้าใจ 22 ภาษาทางการที่ใช้ในอินเดียอย่างชำนาญ เข้าใจภาษาลูกผสมฮินดีกับภาษาอังกฤษ หรือแม้แต่ภาษาท้องถิ่นและศัพท์เฉพาะในแต่ละภูมิภาค ก็ยังสามารถทำความเข้าใจและตีความออกมาได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นส่วนที่โมเดลระดับโลกขาดความรู้และแปลความหมายเพี้ยน
Sarvam ได้รับการพัฒนาออกมาสองรุ่นคือ Sarvam-105B ขนาด 1.05 แสนล้าน พารามิเตอร์ โมเดลเรือธงที่สามารถให้เหตุผลขั้นสูง เขียนโค้ด และวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความซับซ้อน รองรับข้อมูลมากถึง 128,000 โทเคน อีกตัวคือ Sarvam-30B ขนาด 3 หมื่นล้านพารามิเตอร์ เป็นรุ่นขนาดเล็กที่เน้นความเร็วการตอบสนองและประหยัดต้นทุน
ปัจจุบัน Indus แพลตฟอร์มที่ให้บริการโมเดลนี้ เปิดให้ใช้งานทั้งในเว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่สามารถทดลองใช้งานได้ทั่วไป
โมเดล Made in India สู่การผลักดันให้เป็น Deepseek
ถ้าจะพูดถึงความสำเร็จครั้งสำคัญของวงการ AI นอกสหรัฐฯ ก็ต้องยกให้กับ Deepseek โมเดล AI จากจีน ที่อาศัยต้นทุนที่น้อยกว่า และข้อจำกัดในการเข้าถึงอุปกรณ์ประมวลผลระดับสูง แต่สามารถสร้างผลลัพธ์ให้มีความใกล้เคียงกัน จนทำให้จีนกลายเป็นอีกหนึ่งมหาอำนาจ AI ของโลก
หลายประเทศแสดงความสนใจและต้องการพัฒนาโมเดลสัญชาติของตัวเองขึ้นมาเช่นกัน แน่นอนอินเดียคือหนึ่งในนั้น ที่ผ่านมาอินเดียให้ความสนใจการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรอบด้าน มีการพัฒนาโมเดลในประเทศขึ้นมาหลายตัว เช่น Sarvam-M ที่ต่อยอดมาจากโมเดล Mistral ของฝรั่งเศส แต่โมเดลสองตัวล่าสุดพวกเขาเริ่มต้นพัฒนาตั้งแต่แรก
ความพยายามของอินเดียไม่ใช่เรื่องแปลกเนื่องจากการพัฒนา AI จุดตัดสินสำคัญคือ ปริมาณข้อมูล ด้วยจำนวนประชากรทำให้พวกเขามีฐานผู้ใช้งานและข้อมูลสำหรับเทรนจำนวนมหาศาล จึงดึงดูดความร่วมมือจากบริษัท AI ต่างชาติ ให้เข้ามาลงทุนหรือเรียนรู้เทคโนโลยีจากพวกเขาได้ง่าย
นอกจากการพัฒนาโมเดล Sarvam สองรุ่นล่าสุดแล้ว ในงาน India AI Impact Summit ที่ผ่านมายังมีการเปิดตัว Vachana โมเดลสร้างเสียงภาษาอินเดียที่เป็นธรรมชาติ อาศัยข้อมูลเสียงกว่า 1 ล้านชั่วโมง สำหรับพูดคุยตอบโต้การสนทนาแบบเสียงกับลูกค้าแบบเรียลไทม์ ซึ่งอาจถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมคอลเซ็นเตอร์ของอินเดีย
การพัฒนาโมเดล AI ภายในประเทศจะเป็นรากฐานสำคัญของเทคโนโลยีสำคัญของประเทศ สร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจมหาศาล การพัฒนาโมเดลจะช่วยลดอัตราการขาดดุล ทั้งยังเป็นรากฐานสำหรับอธิปไตยทางเทคโนโลยี ให้อินเดียสามารถพร้อมยืนหยัดขึ้นมาได้โดยไม่ต้องพึ่งพาชาติอื่น ถือเป็นก้าวสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ
อย่างไรก็ตามการพยายามย้อนรอยและสร้าง Deepseek ของตัวเอง อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับอินเดียนัก
ปัญหาและข้อจำกัดของอินเดียต่อการพัฒนา AI
จริงอยู่อินเดียมีปัจจัยและทรัพยากรพร้อมในหลายด้าน ทั้งตลาดและโปรแกรมเมอร์ที่พร้อมสรรพ Sarvam เองก็เป็นตัวชี้วัดว่า นี่เป็นโมเดลรุ่นใหม่ถูกยกให้เทียบชั้นกับ Deepseekl R1 และ Gemini Flash แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านยังคงมองว่า อินเดียยังมีข้อจำกัดในหลายด้านที่ทำให้การพัฒนาอาจไม่ราบรื่น
ข้อแรกคือ โครงสร้างพื้นฐาน ปัจจุบันอินเดียยังมีปัญหาคอขวดด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการประมวลผลที่น้อยมาก แม้จะมีการจัดสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยเม็ดเงินมหาศาลแต่การจัดสร้างต้องใช้เวลา ยังไม่รวมความขาดแคลนของโครงสร้างพลังงานที่อาจเป็นปัญหาในอนาคต ต่างจากจีนที่แม้ขาดแคลนกำลังประมวลผลแต่มีความพร้อมทางพลังงานมาก
อันดับถัดมาคือ ภาวะสมองไหล จริงอยู่อินเดียผลิตหัวกะทิทางเทคโนโลยีเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยข้อจำกัดทั้งด้านค่าแรง สภาพแวดล้อม หรือทรัพยากรที่จำกัด บุคลากรจำนวนมากจึงเดินหน้าไปสู่ประเทศอื่นมากกว่า นำไปสู่ปัญหาภาวะสมองไหลที่รุนแรง จนยากต่อการดึงคนเก่งให้ทำงานในประเทศ
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ การเปิดตลาด AI เสรี จริงอยู่ในทางหนึ่งเป็นการเปิดให้อินเดียสามารถเรียนรู้เทคโนโลยี ได้รับการถ่ายทอดทักษะระดับสูงได้ง่าย แต่บริษัทในประเทศที่ถูกยักษ์ใหญ่ที่พัฒนาโมเดลประสิทธิภาพสูงเหล่านี้ตีตลาด สภาพแวดล้อมนี้ทำให้สตาร์อัพ AI เกิดขึ้นและสร้างจุดคุ้มทุนได้ยาก
จริงอยู่อินเดียอาจไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าตลาดแบบเดียวกับที่จีนทำได้เสียทีเดียว แต่ถ้าเป็นในด้านการสร้างโมเดลสำหรับใช้งานในประเทศ เพื่อสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีอาจถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะรากฐานเหล่านี้อาจเป็นก้าวแรกที่จะช่วยผลักดันเทคโนโลยีของอินเดียต่อไป
ที่มา
https://techxplore.com/news/2026-02-india-deepseek-moment-homegrown-ai.html
https://techcrunch.com/2026/02/20/indias-sarvam-launches-indus-ai-chat-app-as-competition-heats-up/


