posttoday

Sarvam โมเดล AI จากอินเดีย สู่การย้อนรอยความสำเร็จของ Deepseek

16 มีนาคม 2569

อินเดียเร่งพัฒนา AI สัญชาติของตน เปิดตัว Sarvam รองรับ 22 ภาษา หวังสร้างอธิปไตยเทคโนโลยี แม้ยังเผชิญข้อจำกัดโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร

อินเดีย นับเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความสนใจและการจับตามองจากบริษัท AI มากมาย หลายบริษัทพากันทุ่มเม็ดเงินมหาศาลกับการลงทุนภายในอินเดีย ทั้งในส่วนกลุ่มทุนท้องถิ่นไปจนบริษัทข้ามชาติ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของอินเดียอย่างกว้างขวาง จนสามารถจัดงาน India AI Impact Summit ได้สำเร็จ

 

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อินเดียจะเริ่มคิดค้นพัฒนา AI Chatbot สำหรับใช้งานขึ้นมาเอง

 

Sarvam โมเดล AI จากอินเดีย สู่การย้อนรอยความสำเร็จของ Deepseek

 

Sarvam โมเดล AI น้องใหม่ที่สร้างขึ้นเพื่อคนอินเดีย

 

ผลงานนี้เป็นของบริษัทสตาร์ทอัพ Sarvam AI ในประเทศอินเดีย กับการประกาศเปิดตัวโมเดล Generative AI ของบริษัทในชื่อ Sarvam ออกมาเปิดตัวในงานประชุม India AI Impact Summit พร้อมนำโมเดลนี้ไปให้บริการภายในแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชัน Indus

 

ตัวโมเดลอาศัยสถาปัตยกรรม Mixture-of-Experts ที่ได้รับความนิยมในการใช้งานจากโมเดลชั้นนำทั่วโลก ได้รับการฝึกฝนและพัฒนาใหม่ตั้งแต่ต้น ต่างจากรุ่นที่ผ่านมาซึ่งใช้โมเดลโอเพนซอร์สตามท้องตลาดเป็นพื้นฐาน โดยอาศัยข้อมูลความเข้าใจในภาษาและวัฒนธรรมของอินเดียโดยเฉพาะ

 

ด้วยเหตุนี้ทำให้ Sarvam เป็นโมเดลที่สามารถทำความเข้าใจ 22 ภาษาทางการที่ใช้ในอินเดียอย่างชำนาญ เข้าใจภาษาลูกผสมฮินดีกับภาษาอังกฤษ หรือแม้แต่ภาษาท้องถิ่นและศัพท์เฉพาะในแต่ละภูมิภาค ก็ยังสามารถทำความเข้าใจและตีความออกมาได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นส่วนที่โมเดลระดับโลกขาดความรู้และแปลความหมายเพี้ยน

 

Sarvam ได้รับการพัฒนาออกมาสองรุ่นคือ Sarvam-105B ขนาด 1.05 แสนล้าน พารามิเตอร์ โมเดลเรือธงที่สามารถให้เหตุผลขั้นสูง เขียนโค้ด และวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความซับซ้อน รองรับข้อมูลมากถึง 128,000 โทเคน อีกตัวคือ Sarvam-30B ขนาด 3 หมื่นล้านพารามิเตอร์ เป็นรุ่นขนาดเล็กที่เน้นความเร็วการตอบสนองและประหยัดต้นทุน

 

ปัจจุบัน Indus แพลตฟอร์มที่ให้บริการโมเดลนี้ เปิดให้ใช้งานทั้งในเว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่สามารถทดลองใช้งานได้ทั่วไป

 

Sarvam โมเดล AI จากอินเดีย สู่การย้อนรอยความสำเร็จของ Deepseek

 

โมเดล Made in India สู่การผลักดันให้เป็น Deepseek

 

ถ้าจะพูดถึงความสำเร็จครั้งสำคัญของวงการ AI นอกสหรัฐฯ ก็ต้องยกให้กับ Deepseek โมเดล AI จากจีน ที่อาศัยต้นทุนที่น้อยกว่า และข้อจำกัดในการเข้าถึงอุปกรณ์ประมวลผลระดับสูง แต่สามารถสร้างผลลัพธ์ให้มีความใกล้เคียงกัน จนทำให้จีนกลายเป็นอีกหนึ่งมหาอำนาจ AI ของโลก

 

หลายประเทศแสดงความสนใจและต้องการพัฒนาโมเดลสัญชาติของตัวเองขึ้นมาเช่นกัน แน่นอนอินเดียคือหนึ่งในนั้น ที่ผ่านมาอินเดียให้ความสนใจการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรอบด้าน มีการพัฒนาโมเดลในประเทศขึ้นมาหลายตัว เช่น Sarvam-M ที่ต่อยอดมาจากโมเดล Mistral ของฝรั่งเศส แต่โมเดลสองตัวล่าสุดพวกเขาเริ่มต้นพัฒนาตั้งแต่แรก

 

ความพยายามของอินเดียไม่ใช่เรื่องแปลกเนื่องจากการพัฒนา AI จุดตัดสินสำคัญคือ ปริมาณข้อมูล ด้วยจำนวนประชากรทำให้พวกเขามีฐานผู้ใช้งานและข้อมูลสำหรับเทรนจำนวนมหาศาล จึงดึงดูดความร่วมมือจากบริษัท AI ต่างชาติ ให้เข้ามาลงทุนหรือเรียนรู้เทคโนโลยีจากพวกเขาได้ง่าย

 

นอกจากการพัฒนาโมเดล Sarvam สองรุ่นล่าสุดแล้ว ในงาน India AI Impact Summit ที่ผ่านมายังมีการเปิดตัว Vachana โมเดลสร้างเสียงภาษาอินเดียที่เป็นธรรมชาติ อาศัยข้อมูลเสียงกว่า 1 ล้านชั่วโมง สำหรับพูดคุยตอบโต้การสนทนาแบบเสียงกับลูกค้าแบบเรียลไทม์ ซึ่งอาจถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมคอลเซ็นเตอร์ของอินเดีย

 

การพัฒนาโมเดล AI ภายในประเทศจะเป็นรากฐานสำคัญของเทคโนโลยีสำคัญของประเทศ สร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจมหาศาล การพัฒนาโมเดลจะช่วยลดอัตราการขาดดุล ทั้งยังเป็นรากฐานสำหรับอธิปไตยทางเทคโนโลยี ให้อินเดียสามารถพร้อมยืนหยัดขึ้นมาได้โดยไม่ต้องพึ่งพาชาติอื่น ถือเป็นก้าวสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ

 

อย่างไรก็ตามการพยายามย้อนรอยและสร้าง Deepseek ของตัวเอง อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับอินเดียนัก

 

Sarvam โมเดล AI จากอินเดีย สู่การย้อนรอยความสำเร็จของ Deepseek

 

ปัญหาและข้อจำกัดของอินเดียต่อการพัฒนา AI

 

จริงอยู่อินเดียมีปัจจัยและทรัพยากรพร้อมในหลายด้าน ทั้งตลาดและโปรแกรมเมอร์ที่พร้อมสรรพ Sarvam เองก็เป็นตัวชี้วัดว่า นี่เป็นโมเดลรุ่นใหม่ถูกยกให้เทียบชั้นกับ Deepseekl R1 และ Gemini Flash แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านยังคงมองว่า อินเดียยังมีข้อจำกัดในหลายด้านที่ทำให้การพัฒนาอาจไม่ราบรื่น

 

ข้อแรกคือ โครงสร้างพื้นฐาน ปัจจุบันอินเดียยังมีปัญหาคอขวดด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการประมวลผลที่น้อยมาก แม้จะมีการจัดสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยเม็ดเงินมหาศาลแต่การจัดสร้างต้องใช้เวลา ยังไม่รวมความขาดแคลนของโครงสร้างพลังงานที่อาจเป็นปัญหาในอนาคต ต่างจากจีนที่แม้ขาดแคลนกำลังประมวลผลแต่มีความพร้อมทางพลังงานมาก

 

อันดับถัดมาคือ ภาวะสมองไหล จริงอยู่อินเดียผลิตหัวกะทิทางเทคโนโลยีเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยข้อจำกัดทั้งด้านค่าแรง สภาพแวดล้อม หรือทรัพยากรที่จำกัด บุคลากรจำนวนมากจึงเดินหน้าไปสู่ประเทศอื่นมากกว่า นำไปสู่ปัญหาภาวะสมองไหลที่รุนแรง จนยากต่อการดึงคนเก่งให้ทำงานในประเทศ

 

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ การเปิดตลาด AI เสรี จริงอยู่ในทางหนึ่งเป็นการเปิดให้อินเดียสามารถเรียนรู้เทคโนโลยี ได้รับการถ่ายทอดทักษะระดับสูงได้ง่าย แต่บริษัทในประเทศที่ถูกยักษ์ใหญ่ที่พัฒนาโมเดลประสิทธิภาพสูงเหล่านี้ตีตลาด สภาพแวดล้อมนี้ทำให้สตาร์อัพ AI เกิดขึ้นและสร้างจุดคุ้มทุนได้ยาก

 

 

 

 

จริงอยู่อินเดียอาจไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าตลาดแบบเดียวกับที่จีนทำได้เสียทีเดียว แต่ถ้าเป็นในด้านการสร้างโมเดลสำหรับใช้งานในประเทศ เพื่อสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีอาจถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะรากฐานเหล่านี้อาจเป็นก้าวแรกที่จะช่วยผลักดันเทคโนโลยีของอินเดียต่อไป

 

 

 

ที่มา

 

https://techxplore.com/news/2026-02-india-deepseek-moment-homegrown-ai.html

 

https://techcrunch.com/2026/02/20/indias-sarvam-launches-indus-ai-chat-app-as-competition-heats-up/

 

https://www.fortuneindia.com/amp/story/business-news/india-can-become-asia-pacifics-data-centre-hub-if-power-infrastructure-gaps-are-fixed-deloitte/130633

 

https://www.sarvam.ai/models/

 

 

ข่าวล่าสุด

ดีเอสไอแจงคดีเขากระโดงไม่จบส่งปปช.ฟันจนท.รัฐรุกที่รถไฟรักษาสมบัติชาติ