Data Privacy 2026 เมื่อ AI พลิกโฉมการรักษาความปลอดภัยข้อมูล
เมื่อ Privacy และ Security รวมเป็นหนึ่งในยุค AI เจาะกลยุทธ์ Zero Trust และการใช้ AI คุมข้อมูล เพื่อปิดช่องโหว่และสร้างความแกร่งให้ธุรกิจรับมือปี 2026
KEY
POINTS
- AI ทำให้ความมั่นคงปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลกลายเป็นเรื่องเดียวกัน โดยการสร้าง AI ที่รักษาความเป็นส่วนตัวได้ต้องเริ่มจากรากฐานความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง
- AI ถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการกำกับดูแลข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างจำนวนมหาศาล เพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่และสร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติตามกฎหมาย
- องค์กรต้องปรับใช้โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลอัจฉริยะที่ยึดหลัก Zero Trust ในระดับข้อมูล เพื่อตรวจสอบและจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงอย่างเข้มงวด ป้องกันความเสี่ยงจากทั้งแฮกเกอร์และผู้ใช้งานภายใน
Data Privacy Day ปี 2026 เป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า AI ได้เข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์ของความปลอดภัยทางไซเบอร์ไปอย่างสิ้นเชิง ที่ไม่ได้เพียงแค่เปลี่ยนวิธีการทำงาน แต่ยังสร้างมาตรฐานใหม่แก่องค์กรในการปกป้องข้อมูล ซึ่งเส้นแบ่งระหว่างการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวกำลังจางลงจนแทบจะเป็นเรื่องเดียวกัน
ในขณะที่ ความเป็นส่วนตัว มุ่งเน้นเรื่องจริยธรรมและสิทธิเจ้าของข้อมูล ส่วน ความมั่นคงปลอดภัย เน้นเรื่องการป้องกันการแฮก แต่ในยุค AI สองสิ่งนี้แยกจากกันไม่ได้แล้ว หากโครงสร้างพื้นฐานมีช่องโหว่ นโยบายความเป็นส่วนตัวก็ไร้ความหมาย การจะสร้าง AI ที่รักษาความเป็นส่วนตัวได้ จึงต้องเริ่มจากรากฐานความปลอดภัยที่แข็งแกร่งก่อนเสมอ
ความท้าทายปัจจุบันคือ ข้อมูลที่กระจัดกระจาย รายงานจาก IDC ชี้ว่าองค์กรส่วนใหญ่มีถังเก็บข้อมูลแยกย่อย และมีสำเนาข้อมูลซ้ำซ้อนจำนวนมากที่ขาดการดูแล จุดบอดเหล่านี้คือเป้าหมายใหม่ของแฮกเกอร์ที่ใช้ AI สแกนหาข้อมูลที่ถูกลืมเพื่อเจาะระบบ ความปลอดภัยยุคใหม่จึงไม่ใช่แค่การล้อมรั้วป้องกัน แต่คือการตามไปปกป้องข้อมูลทุกชุดที่ถูกสำเนาไว้
เมื่อข้อมูลกว่า 90% ในองค์กรเป็นแบบไม่มีโครงสร้าง เช่น ไฟล์เสียง วิดีโอ หรือเอกสาร การใช้คนตรวจสอบเพื่อทำตามกฎหมาย PDPA จึงเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป องค์กรจำเป็นต้องใช้ AI เข้ามากำกับดูแล เพื่อคัดกรองและจัดการสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลมหาศาลนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจจะไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของลูกค้า
โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลสมัยใหม่ต้องฉลาดและรวดเร็ว ไม่ใช่แค่เก็บข้อมูล แต่ต้องมีระบบตรวจจับภัยคุกคามและจำแนกประเภทข้อมูลได้ในตัว เพื่อปกปิดข้อมูลอ่อนไหว (PII) โดยอัตโนมัติก่อนส่งไปประมวลผล วิธีนี้จะช่วยให้การทำงานของ AI ลื่นไหลโดยไม่ลดทอนความปลอดภัย และปิดช่องโหว่ที่เกิดจากการใช้ระบบจัดเก็บข้อมูลที่แยกส่วนกัน
NetApp บริษัทโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลอัจฉริยะ จึงนำเสนอแนวคิด Zero Trust มาใช้ในระดับข้อมูล ไม่ใช่แค่ระดับเครือข่าย โดยยึดหลักการที่ว่าทุกการร้องขอเข้าถึงข้อมูลต้องถูกตรวจสอบตัวตนใหม่เสมอ และให้สิทธิ์เข้าถึงเท่าที่จำเป็นจริงๆ เพื่อจำกัดความเสียหายหากเกิดการหลุดรอด และป้องกันไม่ให้ AI หรือพนักงานเข้าถึงข้อมูลเกินขอบเขตหน้าที่
ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลได้ขยับจากเรื่องของฝ่ายกฎหมายไปสู่วาระของผู้บริหารระดับสูง เพราะความล้มเหลวในการจัดการข้อมูลไม่ได้หมายถึงแค่ค่าปรับ แต่หมายถึงโปรเจกต์ AI ขององค์กรจะล้มเหลวไปด้วย หากข้อมูลขาดความน่าเชื่อถือ องค์กรก็ไม่สามารถนำ AI ไปใช้งานจริงในเชิงธุรกิจได้ การลงทุนเรื่องความปลอดภัยจึงเป็นกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด
สุดท้ายแล้ว กุญแจสำคัญสู่ปี 2026 คือการผสานเทคโนโลยีเข้ากับการกำกับดูแลที่ชาญฉลาด การเลือกใช้โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลอัจฉริยะ ที่ยึดหลัก Zero Trust จะช่วยเปลี่ยนภาระด้านความปลอดภัยให้กลายเป็นรากฐานที่ยืดหยุ่น พร้อมรับมือกับความท้าทายและสร้างความเชื่อมั่นในยุคดิจิทัลได้อย่างแท้จริง


