สหรัฐฯ ผนึก 8 ชาติพันธมิตร ปูพรมแดงซัพพลายเชน AI สกัดดาวรุ่งจีน
สหรัฐฯ เตรียมระดมพล 8 ชาติพันธมิตร ถกเข้มทำเนียบขาว 12 ธันวาคมนี้ หวังสร้างซัพพลายเชน AI ให้แข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ลดอิทธิพลการผูกขาดแร่ธาตุหายากของจีน
KEY
POINTS
- สหรัฐฯ เตรียมหารือกับ 8 ชาติพันธมิตรในวันที่ 12 ธ.ค. นี้ เพื่อสร้างความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานสำหรับชิปคอมพิวเตอร์และแร่ธาตุสำคัญที่จำเป็นต่อเทคโนโลยี AI
- โครงการนี้มุ่งเน้นการตัดวงจรพึ่งพาจีนซึ่งครองตลาดแร่หายากกว่า 90% ของโลก
- เน้นสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีตั้งแต่พลังงาน การผลิตชิป ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐาน AI เพื่อไม่ให้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลหรือการบีบบังคับทางเศรษฐกิจ
รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมปูพรมเจรจาข้อตกลงร่วมกับ 8 ประเทศพันธมิตร เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์และแร่ธาตุสำคัญ สำหรับใช้ในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
จาคอบ เฮลเบิร์ก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายกิจการเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นการสานต่อนโยบายที่เริ่มมาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สมัยแรก
โดยหมุดหมายสำคัญจะเริ่มขึ้นในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ ที่ทำเนียบขาว ซึ่งสหรัฐฯ ได้เชิญตัวแทนระดับสูงจาก ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, สิงคโปร์, เนเธอร์แลนด์, สหราชอาณาจักร, อิสราเอล, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลีย มาร่วมหารือ
วาระการประชุมจะครอบคลุมข้อตกลงใน 5 ด้านยุทธศาสตร์ ได้แก่ พลังงาน, แร่ธาตุสำคัญ, การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง, โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และระบบโลจิสติกส์
สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกกลุ่มประเทศพันธมิตรทั้ง 8 ชาตินั้น เฮลเบิร์กอธิบายว่าเกิดจากการพิจารณาจุดแข็งทางยุทธศาสตร์ที่หลากหลาย ตั้งแต่การเป็นฐานที่ตั้งของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก ไปจนถึงการเป็นแหล่งทรัพยากรแร่ธาตุที่สำคัญ
"ชัดเจนว่าเวลานี้ สมรภูมิ AI เหลือม้าแข่งเพียง 2 ตัว คือสหรัฐฯ และจีน" เฮลเบิร์ก เปรียบเทียบให้เห็นภาพ
"แม้เราต้องการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีและมีเสถียรภาพกับจีน แต่เราก็ต้องพร้อมแข่งขัน จุดยืนสำคัญคือบริษัทอเมริกันต้องสร้างเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกได้ โดยไม่ต้องคอยระแวงว่าจะถูกบีบบังคับจากการพึ่งพาซัพพลายเชนของใคร"
โครงการดังกล่าวถือเป็นการขยายผลจากความพยายามหลายปีของรัฐบาลชุดก่อนหน้าที่ต้องการลดการพึ่งพาจีนในด้านแร่ธาตุหายาก
ย้อนกลับไปในสมัยรัฐบาลทรัมป์สมัยแรก กระทรวงการต่างประเทศได้ริเริ่มโครงการธรรมาภิบาลทรัพยากรพลังงาน (Energy Resource Governance Initiative) เพื่อจัดหาแหล่งแร่ลิเทียมและโคบอลต์
ต่อมาในสมัยรัฐบาลไบเดน ก็มีการเปิดตัวพันธมิตรความมั่นคงด้านแร่ธาตุ (Minerals Security Partnership) เพื่อดึงการลงทุนและความเชี่ยวชาญจากตะวันตกเข้าสู่ภาคการเหมืองแร่ในประเทศกำลังพัฒนา
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความพยายามอย่างต่อเนื่อง แต่สหรัฐฯ และพันธมิตรยังไม่สามารถเจาะการผูกขาดของจีนได้
ข้อมูลจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า จีนยังคงครอบครองกำลังการกลั่นแร่หายากและแม่เหล็กถาวรมากกว่า 90% ของโลก ทิ้งห่างมาเลเซียซึ่งอยู่อันดับสองที่มีสัดส่วนเพียง 4% เท่านั้น
สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อจีนงัดมาตรการจำกัดการส่งออกแร่หายากมาใช้เมื่อเดือนตุลาคม แม้จะมีการผ่อนปรนระงับมาตรการชั่วคราว 1 ปี หลังการเจรจาระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง ก็ตาม
เฮลเบิร์กชี้แจงจุดแตกต่างของโครงการใหม่นี้ว่า ต่างจากโครงการในยุคไบเดนที่มีประเทศแกนหลักนับสิบประเทศ โดยกลยุทธ์ของเขาจะโฟกัสไปที่ "ประเทศผู้ผลิต" (Producer Countries) โดยตรง
นอกจากนี้ แม้โครงการในยุคทรัมป์สมัยแรกจะเน้นเรื่องแร่ธาตุ แต่บริบทในขณะนั้นเกิดขึ้นก่อนการมาถึงของ AI แพลตฟอร์มอย่าง ChatGPT แผนงานใหม่จึงถูกออกแบบให้ครอบคลุมเทคโนโลยีทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ AI ไม่ใช่เพียงด้านใดด้านหนึ่ง
ในแง่ประวัติการทำงาน เฮลเบิร์ก วัย 36 ปี เคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโสของ อเล็กซ์ คาร์ป ซีอีโอของ Palantir และเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Hill and Valley Forum ซึ่งเป็นเวทีระดมสมองระหว่างผู้นำเทคโนโลยีและสมาชิกสภานิติบัญญัติของสหรัฐฯ เพื่อหารือด้านความมั่นคงแห่งชาติ โดยเฉพาะประเด็นการแข่งขันกับจีนและความก้าวหน้าของ AI
เฮลเบิร์กนิยามการผนึกกำลังกับพันธมิตรที่ไว้ใจได้ครั้งนี้ว่าเป็นยุทธศาสตร์แบบ "อเมริกาเป็นศูนย์กลาง" (America Centric) มากกว่าจะเป็นเพียงการตั้งรับหรือตอบโต้จีนเพียงอย่างเดียว
"ประเทศที่เข้าร่วมต่างเข้าใจถึงผลกระทบอันมหาศาลของ AI ที่มีต่อทั้งขนาดเศรษฐกิจและความเข้มแข็งทางการทหารของชาติ"
"ทุกประเทศต่างต้องการมีส่วนร่วมและไม่อยากตกขบวนยุคสมัยของ AI Boom" เฮลเบิร์กกล่าวทิ้งท้าย
อ้างอิง: Bloomberg


