posttoday

อย่าเริ่มสงครามราคา! AI เจ้าดังทยอยออกแพ็คเราคาเบา เอาใจตลาดโลก

14 พฤศจิกายน 2568

การแข่งขันระหว่างยักษ์ใหญ่ AI เดือดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ OpenAI และ Google หั่นค่าบริการเหลือไม่ถึง 200 บาท/เดือน ขณะจีนรุกตลาดด้วยโมเดลโอเพนซอร์ส

KEY

POINTS

  • บริษัท AI ยักษ์ใหญ่อย่าง OpenAI และ Google ได้เปิดตัวแพ็คเกจสมาชิกรุ่นใหม่ในราคาถูกลง อยู่ที่ราว 145-150 บาทต่อเดือน เพื่อขยายฐานผู้ใช้งานทั่วโลก
  • สาเหตุของการลดราคามาจากหลายปัจจัย ทั้งการแข่งขันที่รุนแรงในตลาด, ต้นทุนการประมวลผลที่ถูกลงจากการพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ของตัวเอง
  • การมาถึงของ AI ประสิทธิภาพสูงแต่ต้นทุนต่ำจากจีน เช่น Deepseek และการเปิดโมเดลเป็นโอเพนซอร์ส เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กดดันให้บริษัทตะวันตกต้องปรับกลยุทธ์ด้านราคา

ปัจจุบัน AI กลายเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญที่ถูกใช้ทั่วไปในการทำงาน ด้วยความสะดวกสบายช่วยสนับสนุนการทำงานในหลายด้าน บางท่านอาจรู้สึกว่านี่กลายเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์หลักสำหรับการทำงาน ไม่ต่างจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์อื่นที่เราใช้งานกันทั่วไป กระนั้นก็ยังติดข้อจำกัดการใช้งานเนื่องจากค่าบริการของ AI แต่ละเจ้าค่อนข้างสูง

 

แต่จะเป็นอย่างไรเมื่อ AI ที่เราใช้งานจะลดค่าบริการให้เหลือเพียงราวไม่เกิน 200 บาท

 

อย่าเริ่มสงครามราคา! AI เจ้าดังทยอยออกแพ็คเราคาเบา เอาใจตลาดโลก

 

เมื่อบริการ AI เจ้าดังเริ่มลดราคา

 

สำหรับท่านที่ติดตามข่าวสารอาจเริ่มได้ยินกันมาบ้าง OpenAI เปิดตัวแพ็คเกจสมาชิกแบบใหม่ในชื่อ ChatGPT Go ที่จะมีราคาอยู่ที่ราว 145 บาท/เดือน เช่นเดียวกับ Google ที่ออกแพ็คเกจราคาย่อมเยาในชื่อ Google AI Plus ที่ให้สิทธิการใช้งานและเข้าถึง AI ในราคาราว 150 บาท/เดือน เช่นกัน

 

เมื่อเปรียบเทียบกับราคาแพ็คเกจเบื้องต้นที่เปิดให้ใช้บริการก่อนหน้านี้ของทั้งสองบริษัทอย่าง ChatGPT Plus และ Google AI Pro ที่มีค่าบริการอยู่ราว 750 บาท/เดือน ที่แม้สิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากจะลดหลั่นลงไปตามลำดับ แต่ทั้งสองแพ็คเกจถือเป็นค่าบริการที่ถูกกว่ามาก

 

สิ่งนี้สวนทางกับคำพูดของ แซม อัลล์แมน  CEO ของบริษัท OpenAI ที่ออกมากล่าวก่อนหน้านี้เป็นอย่างมากว่า แม้จะมีการเก็บค่าสมาชิกรายเดือนสูงถึง 200 ดอลลาร์(ราว 6,000 บาท)/เดือน เพื่อการเข้าถึงและใช้งานโมเดล AI ทางบริษัทก็ยังไม่คุ้มทุน เห็นได้จากผลประกอบการของบริษัทที่ยังติดตัวแดงทุกปี จนอาจทำให้หลายท่านเกิดการตั้งคำถาม

 

แน่นอนการลดราคานี้เกิดมาจากหลายสาเหตุ หนึ่งในสาเหตุที่เป็นไปได้คือ ทางบริษัทอาจเริ่มต้องการสร้างรายได้จากจำนวนสมาชิกที่ขยายตัวกว้างขวางของทั้งสองบริษัทที่มีจำนวนหลายร้อยล้านคน อีกทั้งทุกคนก็ใช่ว่าจะใช้งาน AI เต็มประสิทธิภาพตลอดเวลา การยอมลดราคาเพื่อเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการแบบเสียเงินจึงเป็นอีกตัวเลือกน่าสนใจ

 

ประเด็นต่อมาคือ การแข่งขันภายในวงการ เห็นได้ชัดว่าบริษัท AI ยักษ์ใหญ่ต่างทุ่มสรรพกำลังคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อมุ่งสู่การเป็นเจ้าตลาด เห็นได้ชัดจากโมเดล AI ที่ได้รับการเปิดตัวออกมาต่อเนื่องแทบทุกเดือน ด้วยเหตุนี้หลายบริษัทจึงเริ่มนำเสนอจุดเด่นจูงใจทุกวิถีทางเพื่อดึงดูดและรักษาฐานผู้ใช้งาน ซึ่งการลดราคาก็ถือเป็นอีกแนวทางหนึ่ง

 

แต่หนึ่งในประเด็นที่ควรได้รับการพูดถึงคือ การขยายสเกลอย่างกว้างขวางของบริษัท AI ที่ทำให้การประมวลผลถูกลง

 

อย่าเริ่มสงครามราคา! AI เจ้าดังทยอยออกแพ็คเราคาเบา เอาใจตลาดโลก

 

 

การเพิ่มเพื่อลดและความร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐฯ

 

สำหรับท่านที่ติดตามข่าวต่างประเทศอาจมองว่าการลดค่าบริการ AI ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายบริษัทที่มีดีลกับรัฐบาลมีการลดค่าบริการให้กับภาครัฐอย่างชัดเจน เช่น Anthropic และ OpenAI ที่ให้แพ็คเกจค่าบริการ 1 ดอลลาร์(ราว 32.5 บาท)/ปี หรือ Grok ที่ยิ่งถูกกว่านั้นกับอัตราค่าบริการราว 28 เซ็นต์/ปี

 

แน่นอนการลดราคาขนาดนี้ไม่ได้อยู่ในระดับปกติแต่เกิดจากหลายเหตุผล ทั้งการเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานในสเกลใหญ่ ความร่วมมือกับภาครัฐจะนำไปสู่สิทธิประโยชน์ในหลายด้าน และการสนับสนุนด้านเม็ดเงินลงทุน ไปจนการอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ ซึ่งจะช่วยเหลือบริษัทในระยะยาว อีกทั้งการมอบสิทธิใช้งานราคาประหยัดเพื่อดึงผู้ใช้งานก็เป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป เหมือนกับการให้สิทธิพิเศษสำหรับนักศึกษาของ Google หรือ Microsoft

 

การขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์อย่างกว้างขวางเองก็เป็นอีกสาเหตุ ล่าสุดบริษัท AI หลายแห่งเริ่มลงทุนจัดสร้างศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ของตัวเอง ทำให้ไม่ต้องพึ่งพากำลังประมวลผลภายนอกที่ต้องเสียค่าเช่าอีกต่อไป อีกทั้งดาต้าเซ็นเตอร์รุ่นใหม่ยังเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาดและพลังงานนิวเคลียร์ จึงมีต้นทุนพลังงานถูกกว่าดาต้าเซ็นเตอร์รุ่นเก่า

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนการประมวลผลถูกลงคือ การพัฒนาเทคโนโลยี ชิป ฮาร์ดแวร์ ระบบ และโครงสร้างพื้นฐาน เริ่มปรับตัวและพัฒนารองรับการฝึกฝน ใช้งาน และประมวลผล AI อย่างกว้างขวาง การเปลี่ยนผ่านฮาร์ดแวร์และซอร์ฟแวร์ใหม่ๆ จึงเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่ช่วยประหยัดต้นทุนลงมาก จนไม่ใช่เรื่องแปลกที่ต้นทุนค่าบริการเริ่มลดลง

 

แต่ถ้าจะให้พูดสาเหตุที่แท้จริงของการลดค่าบริการ เราก็จำเป็นต้องพูดถึงอีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ทาง AI อย่างจีน

 

อย่าเริ่มสงครามราคา! AI เจ้าดังทยอยออกแพ็คเราคาเบา เอาใจตลาดโลก

 

การมาถึงของ Deepseek และ AI จากจีนที่ไล่ตามมาติดๆ

 

จีนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการพัฒนา AI อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว เห็นชัดจากการเปิดตัว Deepseek ที่สั่นสะเทือนวงการ อาศัยต้นทุนพัฒนาเพียงน้อยนิดแต่ได้โมเดลประสิทธิภาพใกล้เคียง เปิดทางให้หลายบริษัทเริ่มพัฒนาโมเดลการคิดเชิงลึก พร้อมยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด

 

จริงอยู่เทคนิค Chain of thought ที่เป็นหัวใจของ Deepseek อาจไม่สามารถเอาชนะโมเดลประสิทธิภาพสูงของจริงได้ แต่ก็เป็นสัญญาณแสดงให้เห็นว่า AI ที่พัฒนาในประเทศจีนได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงไม่แตกต่างจากสหรัฐฯ ทั้งที่ไม่ได้อาศัยต้นทุนการผลิตหรือกำลังประมวลผลที่สูงนัก

 

สิ่งนี้สร้างความสั่นคลอนให้สหรัฐฯที่เคยเชื่อมั่นในความเหนือกว่า และนโยบายกีดกันทางการค้าของชิปประสิทธิภาพสูงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของประเทศอย่าง Huawei, Alibaba หรือ ByteDance ที่ทยอยเปิดตัวโมเดล AI ของบริษัทออกมาอย่างกว้างขวาง

 

ถึงไม่สามารถเข้าถึงชิปคุณภาพสูงที่มีกำลังประมวลผลมากนัก แต่จีนอาศัยรูปแบบการพัฒนาแตกต่างจากชาติตะวันตกคือ การปล่อยโมเดลส่วนใหญ่ให้เป็นโอเพนซอร์ส ทั้ง R1 ของ Deepseek, Qwen จาก Alibaba หรือ Kimi ของ Moonshot AI เปิดให้ผู้ใช้งานมีโอกาสเข้าถึง ศึกษา และนำไปต่อยอดได้สะดวก

 

การเปิดโมเดลให้เป็นโอเพนซอร์สนี้ทำให้นักพัฒนาสามารถเข้าถึงและนำไปใช้งานต่อได้ง่าย สะดวกต่อการเข้าถึงหรือนำไปปรับแต่งให้เข้ากับระบบหรือกลายเป็นแอปพลิเคชันของตัวเอง พร้อมลดอัตราค่าบริการโมเดลให้ถูกลงหรือฟรี ถือเป็นแนวทางการขยายอิทธิพลทางเทคโนโลยี พร้อมช่วยเทสโมเดลเพื่อนำไปพัฒนาในลำดับต่อไป

 

นั่นเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง นำไปสู่การกลับมาปล่อยโมเดล gpt-oss ออกมาเป็นโอเพนซอร์ส และอาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการลดค่าบริการของ Google และ OpenAI ในที่สุด

 

 

 

 

สำหรับผู้ใช้งานการแข่งขันในอุตสาหกรรมถือเป็นเรื่องดีมีประโยชน์ ในระยะยาวจะช่วยให้เรามีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีระดับสูงมากขึ้น ด้วยข้อจำกัดและอัตราค่าบริการที่ต่ำลง โดยเฉพาะช่วงหลังที่ OpenAI เริ่มมีแนวโน้มในการทำสงครามราคา ทั้งการเปิดตัวแพ็คเกจ ChatGPT GO และ การลดราคาโทเคนของ GPT-5 ที่เห็นได้ชัด แต่ถึงแบบนั้นบางบริษัทอย่าง Anthropic ยังคงตรึงราคาเพื่อรักษาความพรีเมี่ยมไว้

 

ที่เหลือเราคงต้องมารอดูกันว่า การแข่งขันนี้จะไปสิ้นสุดทีตรงไหน และใครจะเป็นผู้ชนะ

 

ข่าวล่าสุด

มาแล้ว กกพ.เคาะค่าไฟ พ.ค. - ส.ค. 3.95 บาทต่อหน่วย ช่วยประชาชน