โพสต์ทูเดย์ มากกว่าข่าว ทุกเรื่องราวคุณมีส่วนร่วม กลับสู่ โพสต์ทูเดย์ดอทคอม

เปิดประตูค้าชายแดน

ความหวังการเลือกตั้งของชาวเมียนมา

  • 06 พฤศจิกายน 2564 เวลา 08:50 น.
  • | เปิดอ่าน 310
  • | ความคิดเห็น 0
Share on Google+

ความหวังการเลือกตั้งของชาวเมียนมา

คแลัมน์ เปิดประตูค้าชายแดน

หลังจากไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมอาเชียนเป็นที่ชัดเจนแล้ว สิ่งที่รัฐบาลเมียนมาจะต้องเดินหน้าต่อไป ผมคิดว่าแค่ปล่อยนักโทษผู้ที่มีความเห็นต่างห้าพันกว่าคน ไม่ได้เป็นการตอบโจทย์ให้ฝ่ายรัฐบาลประเทศตะวันตกและสหประชาชาติเท่าที่ควรนัก

ในวันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายบิลล์ ริชาร์ดสัน ( Bill Richardson ) อดีตเอกอัครราชฑูตสหรัฐฯประจำองค์การสหประชาชาติ  ก็ได้เดินทางไปเยี่ยมเยือนประเทศเมียนมา และได้ร่วมหารือกับพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เรื่องแผนการป้องกันและควบคุมการระบาดของ COVID-19

ซึ่งในความเห็นส่วนตัวของผม คิดว่าคงจะเป็นเหตุผลที่หยิบยกขึ้นมา แต่ในทางลึกๆอาจจะมีอะไรที่มากกว่านั้นก็ได้ เพราะต้องไม่ลืมว่า ยังมีปัญหาของนักข่าวชาวอเมริกันคนหนึ่ง ได้ถูกจับกุมตัวไปเมื่อช่วงที่มีการประท้วงอย่างรุนแรง หลังมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในต้นเดือนกุมภาพันธ์ ที่มีชื่อว่า แดนนี เฟนสเตอร์ และถูกพิพากษาให้รับโทษถึง 3 ปี ในข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบ

หากสังเกตุลงไปให้ดีก็จะทราบว่า นายบิลล์ ริชาร์ดสัน เป็นนักการฑูตที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการเจรจาอย่างเก่งกาจคนหนึ่ง ท่านเคยเดินทางไปเกาหลีเหนือ เพื่อเจรจาให้ปล่อยตัวนักโทษชาวอเมริกันสำเร็จมาแล้ว

ครั้งนี้มาเยือนประเทศเมียนมา ได้เข้าพบทั้งผู้นำสูงสุดและรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขและรัฐมนตรีกระทรวงความร่วมมือระหว่างประเทศด้วย ซึ่งผมก็หวังลึกๆว่าจะมีข้อแลกเปลี่ยนอะไรดีๆติดปลายนวมมาให้ประเทศเมียนมาก็จะดีนะครับ

แต่ก็คิดว่ารัฐบาลเมียนมานอกเหนือจากอิสรภาพของนักข่าวอเมริกัน นายแดนนี เฟนเตอร์แล้ว คงจะมีอะไรตอบแทนกลับไปบ้างเช่นกัน และสิ่งที่น่าจะสร้างความหวังให้คนที่อยากเห็นสันติภาพเกิดขึ้นในแผ่นดินของเมียนมา ก็คือการเลือกตั้งในปี 2023

สามารถจัดการได้อย่างสง่างามและบริสุทธิ์ยุติธรรมที่แท้จริงครับ

สิ่งที่เราเห็นการขยับตัวของคณะการเลือกตั้งสหภาพเมียนมา (Union Myanmar Election Committee) ได้เรียกให้นักการเมืองเมียนมาเข้ามาแสดงทรัพย์สินไปแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณดี ที่พอจะบ่งชี้ว่าใกล้ความเป็นจริงเข้ามาแล้วทุกที

ดังจะเห็นนักการเมืองแนวหน้าในประเทศเมียนมาเอง ก็ได้มีการขยับตัวเช่นเดียวกัน นั่นคือท่าน Shwe Mann จากพรรค UBP ก็ได้ออกมาขยับตัวด้วยการชักชวนให้กองกำลังชนชาติพันธ์ เข้าร่วมเจรจาสันติภาพที่ท่านจะจัดขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งเราต้องจับตาดูว่าจะมีจำนวนมากเท่าไหร่

หากเข้ามาร่วมเจรจากันน้อย ก็จะไม่มีนัยยะอะไร แต่ถ้าเข้ามาร่วมเจรจากันหลายกลุ่ม ก็จะต้องดูกันต่อไปว่าจะมีข้อเรียกร้องหรือข้อตกลงอะไรตามมา เพราะนั่นคือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลไปที่การเลือกตั้งในครั้งต่อไปครับ

ก่อนที่จะไปดูถึงการเลือกตั้งที่ประเทศเมียนมา ผมอยากจะให้เรารู้จักท่าน Shwe Mann สักนิดก่อน ก่อนที่ท่านจะก่อตั้งพรรค UBP ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้นท่านเคยเป็นสมาชิกแนวหน้าของพรรค USDP มาก่อน (เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ในรายการ Good Morning Asian ผมเผลอพูดผิดพรรคไป ต้องขออภัยมาณ.ที่นี้)

ในการเลือกตั้งครั้งที่ 1 ท่านถือว่าเป็นตัวยืนที่มีความหวังอย่างสูงที่จะได้รับตำแหน่งสำคัญด้วยซ้ำไป แต่ก็ได้รับตำแหน่งประธานรัฐสภา ซึ่งก็นับว่าท่านเป็นนักการเมืองที่มีบารมีสูงไม่เบาเลยทีเดียวครับ ในช่วงที่พรรค NLD ครองอำนาจอยู่ ท่านก็ได้แสดงออกถึงการเข้าถึงกับทั้งสองฝั่งได้ดีมากคนหนึ่งครับ

ดังนั้นครั้งนี้พอท่านออกมาขยับตัวเรื่องการเจรจาสันติภาพ ลึกๆผมก็คิดว่าชาวเมียนมาก็คงจะฝันเหมือนกันกับผม ที่อยากจะอวยพรให้ท่านประสบผลสำเร็จในการดำเนินการครั้งนี้ครับ จะได้กลับเข้าไปค้าขายเหมือนเดิมเสียที

ในการเลือกตั้งที่ประเทศเมียนมา จะไม่เหมือนกับประเทศไทยเราครับ ที่นั่นเขามีสภาฯอยู่ 4 สภาฯหลัก คือ 1, สภาผู้แทนราษฎร หรือที่ภาษาเมียนมาเรียกว่า “ปิตู้ ลุดต่อ” 2, วุฒิสภา หรือ “อะเมียวตา ลูดต่อ” 3, สภาชนชาติพันธ์ หรือ “ตะหยิ่นตา ลุดต่อ” 4, สภาท้องถิ่น หรือ “ไต้เตต่าจี ลุดต่อ”

ซึ่งจำนวนของสมาชิกสภาแต่ละครั้ง จะมีจำนวนไม่เท่าเดิม เฉกเช่นประเทศอื่นๆทั่วไป อาทิเช่น ในครั้งที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎร มี 440 ที่นั่ง ในขณะที่สภาชนชาติพันธ์มี 280 ที่นั่งนั่นเองครับ

แม้จำนวนที่นั่งไม่มากนัก แต่สภาชนชาติพันธ์ก็มีความสำคัญมากๆเช่นกัน เพราะทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อจะมาจากสามสภาฯ เพราะผู้ที่ได้เสียงมากที่สุด จะได้เป็นประธานาธิบดี ดังนั้นพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง ก็จะเลือกและส่งเข้าร่วมแข่งขันด้วยการเป็นตัวแทนของพรรคของตน ส่วนพรรครองลงมาก็จะเลือกตัวแทนของตนเช่นกัน

ดังนั้นรองประธานาธิบดีคนที่ 1 ก็จะเป็นของพรรคที่มีเสียงรองลงมา  เราจะเห็นว่าทุกครั้งสภาชนชาติพันธ์จะได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดีอันดับที่ 2 ทุกครั้งไปครับ

เมื่อเป็นเช่นนี้ หากจะเห็นสันติภาพและความสงบบังเกิดขึ้น การเข้าร่วมเจรจาสันติภาพของกองกำลังชนชาติพันธ์  จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ความหวังที่จะเห็นสันติภาพและการเลือกตั้งครั้งต่อไป

เราจึงต้องขอพรจากพระเจ้าให้การจัดประชุมเจรจาสันติภาพประสบความสำเร็จครับ

แชร์ข่าวนี้

Share on Google+