logo-pwa

เพิ่ม Post Today

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด
 ผลพวงของสงครามภายในประเทศ

ผลพวงของสงครามภายในประเทศ

25 กันยายน 2564

คอลัมน์ เปิดประตูค้าชายแดน

การประกาศสงครามกับรัฐบาลเมียนมาของกลุ่มรัฐบาลเงา (NUG) ที่ได้ประกาศเมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา ตามมาด้วยผลของการประชุมของสหประชาชาติ ( UN Assembly Meeting) เราคงจะทราบข่าวกันหมดแล้วนะครับ

ในฐานะของคนไทยที่มีความรักความผูกพันธ์กับประเทศเมียนมาร่วมสามสิบกว่าปี  ก็ได้ติดตามข่าวมาอย่างใกล้ชิดด้วยความห่วงใย และจะต้องเตรียมการปฎิบัติตัวเพื่อให้ธุรกิจของเราและพรรคพวกผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในประเทศเมียนมา อยู่รอดปลอดภัยให้ได้นั่นเองครับ

ผมได้พยายามที่จะสื่อสารกับกลุ่มผู้ประกอบการไทยที่ทำมาหากินอยู่ที่นั่นว่า อย่าได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองภายในของประเทศเขาเป็นอันขาด เพราะจะรังแต่จะสร้างปัญหาให้โดยที่เราไม่รู้ตัวก็ได้ครับ

แต่เราจำเป็นที่จะต้องติดตามข่าว อย่าได้ห่างเหิน เพราะเราจะต้องคาดการณ์อนาคตของประเทศเมียนมา เพื่อจะได้นำมาวางกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จนั่นเอง วันนี้ผมอยากจะนำเอาผลของการมีประกาศสงครามภายในประเทศ มาวิเคราะห์ให้พวกเรานำมาเป็นแนวทางครับ

ผมอยากขออนุญาตนำเอาประสบการณ์ของประเทศต่างๆที่ได้เกิดความไม่สงบภายในประเทศขึ้น เกือบจะทุกประเทศล้วนแต่จะมีชะตากรรมที่ไม่ค่อยจะแตกต่างกันมากเลยครับ ไม่ต้องไปยกเอาประเทศแถบตะวันออกกลางมาเป็นตัวอย่างหรอกนะครับ เพราะสงครามที่นั่นจะมีมหาอำนาจใหญ่ที่ชอบทำตัวเป็นตำรวจโลกเข้าไปเกี่ยวข้องเสมอ

ผมชื่นชมแนวคิดของเพื่อนสนิทคนหนึ่งของผม ที่กล่าวไว้ว่า การที่ประเทศมหาอำนาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการภายในของประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น นอกจากผลประโยชน์จากการขายอาวุธยุทโธปกรณ์แล้ว ยังมีงบประมาณแผ่นดินของประเทศมหาอำนาจที่มีจำนวนอันมหาศาล ที่กลุ่มการเมืองภายในประเทศเขามีส่วนได้ส่วนเสียทั้งสิ้น

อีกทั้งขุมทรัพย์ใต้ดินอันอุดมสมบูรณ์ ยังนำมาซึ่งความโลภที่จะอยากได้ใคร่มีเหมือนประเทศอื่น จึงทำให้เกิดความไม่สงบเกิดขึ้นภายในภูมิภาคดังกล่าว นั่นคือประวัติศาสตร์อันใกล้ที่ผ่านมา เป็นเครื่องยืนยันให้เราได้เห็นกันครับ

หากจะมองไกลออกไปอีกนิด ผมอยากจะยกตัวอย่างประวัติศาสตร์ของประเทศจีนในไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา นั่นก็เป็นสิ่งที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่า สุดท้ายผู้ที่ได้รับเคราะห์กรรมจากการทะเลาะกันของนักการเมือง ประชาชนตาดำๆรับไปเต็มๆครับ

ในยุคนั้นประเทศจีนได้มีพรรคการเมืองสองกลุ่มใหญ่ๆในประเทศจีน คือ พรรคคอมมิวนิสต์จีนกับพรรคก๊กมินตั๋ง กลุ่มแรกต้องการเห็นประเทศแจ้งเกิดใหม่ด้วยลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่ประชาชนทุกคนต้องเสมอภาคกันทั้งประเทศ

ในขณะที่พรรคก๊กมินตั๋งก็ยึดเอาประชาธิปไตยเป็นที่ตั้ง การสู้กันด้วยอุดมการณ์ ทำให้เกิดสงครามภายในประเทศเกิดขึ้น การชิงไหวชิงพริบกันในเชิงการเมืองภายในประเทศและการแย่งชิงที่นั่งในเวทีโลกของการเมืองระหว่างประเทศจึงเกิดขึ้นอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน

สุดท้ายในปีค.ศ.1949 พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ชนะ ท่านประธานเหมา เจ๋อ ตง ก็นำพาประเทศไปในทิศทางที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องการ ซึ่งเป็นไปในทิศทางที่เขาคาดหวังไว้หรือไม่ ก็เป็นที่ทราบๆกัน

ในขณะที่ผู้แพ้อย่างประธานาธิบดีเจียง ไค เช็ค ก็ต้องนำทัพก๊กมินตั๋งและประชาชนบางส่วนที่ไม่ยินยอมอยู่ภายใต้การปกครองของระบบคอมมิวนิสต์ อพยพลี้ภัยข้ามน้ำข้ามทะเลไปตั้งหลักที่เกาะไต้หวัน

ในช่วงแรกนั้นรัฐบาลก๊กมินตั๋งในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ยังถือว่าได้เปรียบพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพราะที่นั่งในสหประชาชาติยังคงเป็นของรัฐบาลสาธารณรัฐจีน (ชื่อเดิมของรัฐบาลไต้หวันในยุคแรกๆ) แต่ผู้ที่ได้รับผลเคราะห์กรรมของการเมืองภายในประเทศ จนส่งผลกระทบจากการต้องพลัดพรากจากแผ่นดินเกิด อีกทั้งยังต้องแตกกระสานซ่านเซ็นจากญาติสนิทมิตรสหาย คือกลุ่มของทหารและประชาชนที่ติดตามพรรคก๊กมินตั๋ง ที่มาตั้งรกรากใหม่บนเกาะไต้หวันนั่นเอง อีกทั้งยังมีบางส่วนที่ต้องตกค้างอยู่ตามตะเข็บชายแดนไทยทางภาคเหนือ ก็มีไม่น้อยเช่นกันครับ

พอเข้าสู่การแข่งขันกันแย่งพื้นที่หรือเวทีบนสังเวียนการเมืองระหว่างประเทศ ทั้งประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศสาธารณรัฐจีน ต่างต้องใช้กลเม็ดเด็ดพรายในการต่อสู้แย่งชิงเสียงสนับสนุนจากนานาประเทศกันอย่างเข้มข้น

ซึ่งในยุคดังกล่าวนั้น ผมก็ได้เดินทางไปเรียนหนังสือที่ไต้หวันแล้ว ยังจำได้ว่า บทเรียนต่างๆที่รัฐบาลได้ป้อนให้แก่นักเรียน ล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างสงครามจิตวิทยาล้วนๆ

ในบทเรียนวิชาไตยประชา เวลาเอ่ยชื่อของฝั่งรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็จะต้องมีคำว่า “มหาโจร....”นำหน้าชื่อเสมอ พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะถูกฝั่งใต้หวันสร้างภาพให้พวกเราเด็กนักเรียนเห็นเป็นปีศาจร้ายตัวหนึ่งตลอดเวลา ซึ่งต้องยอมรับว่าในยุคนั้น พวกเราจะถูกครอบงำด้วยการสงครามจิตวิทยาตลอดเวลาครับ

หันมามองในเวทีการเมืองระดับโลก สุดท้ายถ้าผมจำไม่ผิดในปีค.ศ.1978 สหประชาชาติก็ประกาศรับรองจีนเดียวคือประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ในเวทีการเมืองระดับประเทศ เพลงชาติไตยประชาและธงชาติดวงตะวันบนท้องฟ้าสีครามของใต้หวันก็ถูกห้ามนำมาใช้ แม้แต่ในการแข่งขันกีฬานานาชาติก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้ นี่เป็นความน่าเศร้าของการเริ่มต้นของบทสรุปนี้ครับ

ส่วนอนาคตของใต้หวันจะเป็นอย่างไร เรามิบังอาจจะไปทำนายหรือวิเคราะห์ได้ ก็ได้แต่พูดว่าบทสุดท้ายของการต่อสู้ของนักการเมือง ที่มีพื้นฐานของความรักชาติหรืออย่างไรไม่ทราบ แต่คนที่ได้รับผลเคราะห์กรรมต่างๆ คือประชาชนตาดำๆล้วนๆครับ

สิ่งที่ผมนำมาเล่า เพียงเพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนสติผู้คน เราจะไม่เข้าข้างฝ่ายใดทั้งนั้น แต่เราก็ได้แต่กังวลใจถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น หากประเทศเกิดความไม่สงบ ใครชนะก็ไม่มีความหมาย เพราะแน่นอนว่าผู้แพ้ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด จะต้องมีฝ่ายของประชาชนอยู่ร่วมเป็นผู้แพ้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในทุกกรณี

ผมคิดว่าไม่ว่าประเทศนั้นจะเป็นประเทศใดก็ตาม หากมีนักรัฐศาสตร์การเมือง มีการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจกัน สิ่งที่เขาต้องการนั้นคือ “ชัยชนะ”เท่านั้น โดยเขามักจะไม่ได้คำนึงถึงผลที่จะตามมาว่าจะมีการสูญเสียไปเท่าใด

จำไว้เสมอว่า เขาจะทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะนั้น ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกลอย่างแน่นอนครับ