มะกันมองศึกเลือกตั้งไทยเดือดส่งผลชี้ชะตาสัมพันธ์สยาม-ลุงแซม

วันที่ 02 มิ.ย. 2554 เวลา 15:39 น.
สหรัฐจับตาเลือกตั้งไทย ชี้ศึกนัดนี้กำหนดอนาคตรูปแบบความสัมพันธ์ไทยสหรัฐ แย้มมะกันหวังผนึกสัมพันธ์กับไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

เคิร์ต แคมป์เบลล์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออก ระบุว่า การเลือกตั้งในประเทศไทยที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 3 ก.ค.นี้ จะมีผลสำคัญต่อการสร้างความสัมพันธ์กับสหรัฐ ซึ่งขณะนี้รู้สึกเป็นกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งภายในประเทศที่ยืดเยื้อของไทย

อย่างไรก็ตาม แคมป์เบลล์ระบุว่า สหรัฐต้องการมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับไทยมากขึ้น พร้อมกันนี้ ยังคาดหวังอย่างยิ่งกับการเลือกตั้งของไทยครั้งนี้ ซึ่งเป็นการขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับพรรคเพื่อไทยของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกรัฐประหารในปี 2549

“เป็นช่วงที่เวลาที่ซับซ้อนอย่างมากในไทย” ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออก กล่าวที่ศูนย์ศึกษาด้านยุทธศาสตร์ และการระหว่างประเทศ ในกรุงวอชิงตัน

“เราเชื่อว่าในฐานะชาติพันธมิตรตามสนธิสัญญา นี่เป็นความสัมพันธ์ที่เราจำเป็นต้องให้ความสำคัญให้มากขึ้น และในช่วงเวลาหลายเดือนข้างหน้า น่าจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น”

ทั้งนี้ เอเอฟพีรายงานว่า ที่ผ่านมาสหรัฐต้องการเห็นความปรองดองในไทย และได้ใช้วิธีการเข้าถึงอย่างเงียบๆ โดยเมื่อปีที่แล้ว รัฐบาลไทยต้องเรียกทูตสหรัฐ ประจำกรุงเทพฯ เข้าพบ ภายหลังแคมป์เบลล์ได้พบปะพูดคุยกับหนึ่งในแกนนำกลุ่มต่อต้านรัฐบาล

สำหรับประเทศไทย ถือเป็นชาติพันธมิตรในเอเชียที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐ โดยในสมัยที่ยังเป็นราชอาณาจักรสยาม ไทยได้ส่งช้างไปเป็นของขวัญแก่ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอนน์ ของสหรัฐ ซึ่งขณะนั้นอยู่ในช่วงสงครามกลางเมือง

นอกจากนี้ ในช่วงที่รัฐบาลภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีบารัก โอบามา กำลังให้ความสำคัญกับชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ไทยกลับกำลังตกอยู่ช่วงการเมืองแตกแยกอย่างรุนแรง โดยในเหตุปะทะกันเมื่อปีที่แล้ว ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 90 คน

อย่างไรก็ตาม นอกจากจะแสดงคิดเห็นต่อการเมืองไทยแล้ว แคมป์เบลล์ ยังกล่าวชื่นชมความพยายามของอินโดนีเซียในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประเด็นปราสาทพระวิหารระหว่างไทยกัมพูชา ซึ่งเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 18 คน โดยระบุว่าการประทะกันระหว่างชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จะสร้างความอึดอัดใจให้กับประเทศในภูมิภาค

“หากคุณทำรายชื่อบรรดาประเทศที่มีความสำคัญต่อสหรัฐ แต่สหรัฐกลับไม่รับรู้ถึงความสำคัญนั้น อินโดนีเซียน่าจะเป็นประเทศที่อยู่ในอันดับสูงสุดของรายชื่อดังกล่าว” แคมป์เบลล์ กล่าว

ส่วนฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็น 1 ใน 2 ชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญาของสหรัฐ แคมป์เบลล์ กล่าวว่า มีการให้ความร่วมมือมากขึ้น นับตั้งแต่ประธานาธิบดีเบนิโญ อากิโนเข้ารับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว

เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐมาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ก็เป็นไปอย่างแข็งแกร่งมากขึ้น แต่ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐเวียดนาม กลับขึ้นอยู่กับการพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่างพยายามกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐให้แนบแน่นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ความตึงเครียดเกี่ยวกับข้อพิพาทที่มีในทะเลจีนใต้กับจีนทวีความรุนแรงมากขึ้น หลังจากระยะหลังจีนใช้วิธีการที่แข็งกร้าวมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้หลายฝ่ายจะมองว่า จีนและสหรัฐมีความขัดแย้งและแตกต่างกันมาก แต่แคมป์เบลล์ ย้ำว่า สหรัฐพร้อมจะยกระดับความสัมพันธ์กับจีนเช่นกัน

นอกจากนี้ แคมป์เบลล์ ยังแสดงความเห็นต่อความพยายามของรัฐบาลพม่าในการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ว่า สหรัฐจะคงนโยบายการเจรจากับผู้ปกครองของพม่า ดังเช่นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาต่อไป