โรงรับจำนำ แหล่งเงินทุนนอกระบบของผู้ประกอบการในจีน

วันที่ 29 พ.ค. 2554 เวลา 14:26 น.
ตราบใดที่รัฐบาลจีนยังไม่สามารถปล่อยกฎเกณฑ์ให้สามารถผ่อนปรนมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ตราบนั้น โรงรับจำนำและธุรกิจเงินกู้นอกระบบก็ยังคงเป็นความหวัง....

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ 

เมื่อเอ่ยถึงประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ หนึ่งในประเทศที่ได้รับการจับตามองมาก|ที่สุดในฐานะดาวเด่นที่มีศักยภาพก็คือประเทศจีน ซึ่งในปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจของประเทศจีนขยายตัวอย่างรวดเร็วชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด จนสามารถดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลจากนักลงทุนต่างชาติให้แห่แหนเข้ามาลงทุนได้อย่างไม่ขาดสาย

นอกจากจะเป็นแหล่งโอกาสสำหรับนักธุรกิจชาวต่างชาติแล้ว จีนยังเป็นแหล่งโอกาสสำหรับนักธุรกิจภายในประเทศเช่นเดียวกัน
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไรที่ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของโลกจะตั้งอยู่ในประเทศจีน และเป็นของจีนเอง โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้เติบโต

นั่นเท่ากับว่า เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนคนธรรมดาที่หวังจะลืมตาอ้าปากด้วยการริเริ่มทำธุรกิจของตนเองสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าในความเป็นจริงจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากธนาคารพาณิชย์หลายแห่งในจีนจะพยายามหลีกเลี่ยงการปล่อยกู้ให้กับธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี)

แจ๊กกี้ หวัง ชาวจีนผู้เป็นเจ้าของธุรกิจตกแต่งขนาดย่อมที่ต้องการเงินกู้ก้อนหนึ่งมาใช้ในการดำเนินธุรกิจต่อไป ต้องพบกับความผิดหวังเมื่อตัดสินใจทำเรื่องยื่นขอกู้เงินกับทางธนาคารพาณิชย์ที่รัฐบาลให้การรับรอง

แม้จะเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้เสมอในช่วงที่รัฐบาลจีนพยายามดิ้นรนเพื่อควบคุมความร้อนแรงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยการจำกัดการปล่อยกู้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่ในสายตาของแจ๊กกี้ หวังแล้ว ธนาคารพาณิชย์ใหญ่คือสิ่งที่อยู่เกินเอื้อมของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กเสมอ

“กฎเกณฑ์และบรรทัดฐานของธนาคารค่อนข้างสูงสำหรับเรา ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขา (ธนาคาร) ดูจะไม่ค่อยกระตือรือร้นที่จะให้ผมยืมเงินเท่าไรนัก อันที่จริงแล้ว พวกเขาดูไม่สนใจที่จะช่วยเหลือธุรกิจของผมเลยด้วยซ้ำ” นักธุรกิจตกแต่งภายในวัย 40 ปี กล่าว

ทั้งนี้ หวัง ได้รับใบสั่งสินค้าเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งจำเป็นจะต้องใช้เงิน 5 แสนหยวน (ราว 2.33 ล้านบาท) เพื่อเป็นเงินทุนในการซื้อวัตถุดิบสำหรับผลิตสินค้า

แม้ว่าจะทำเรื่องขอกู้กับธนาคารอย่างถูกต้องตามขั้นตอน แต่หวัง ก็ถูกปล่อยให้รออย่างสิ้นหวัง เพราะเวลาเส้นตายในการผลิตสินค้ากำลังหมดไปเรื่อยๆ

“ตอนนั้นเอง ที่เพื่อนของผมคนหนึ่งบอกผมถึงเรื่องร้านรับจำนำ ซึ่งดูเป็นทางออกของแหล่งเงินทุนที่ดีที่สุดสำหรับผม มันเป็นเรื่องน่าเสียดายหากผมปล่อยให้งานนี้หลุดลอยไป” แจ๊กกี้ หวัง เล่าย้อนอดีตวิกฤตของธุรกิจ

ในครั้งนั้น หวัง ได้ใช้อพาร์ตเมนต์เป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน เพื่อขอเงินจากร้านรับจำนำที่ได้รับการแนะนำจากเพื่อน โดยที่หวังสามารถหาเงินมาใช้คืนทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นภายในเวลา 2 เดือน

ทั้งนี้ แจ๊กกี้ หวัง เป็นหนึ่งในบรรดานักธุรกิจอิสระของจีน ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสร้างรากฐานของบริษัทของตนเอง แต่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากรัฐบาลจีน ที่คำนึงถึงกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัด มากกว่าการประเมินความเสี่ยงและความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจนั้นๆ จนต้องโดนบังคับให้พึ่งพาแหล่งปล่อยกู้อื่นๆ

ถึงแม้ว่าค่าธรรมเนียมและอัตราดอกเบี้ยจะสูงมากกว่าทางธนาคารพาณิชย์ทั่วไปแค่ไหนก็ตาม แต่แหล่งเงินกู้นอกระบบอย่างธุรกิจรับจำนำ การให้ยืมเงินระหว่างธุรกิจ หรือผู้ปล่อยกู้หน้าเลือดที่คิดดอกเบี้ยสูงมาก บ่อยครั้ง ล้วนเป็นแหล่งเงินสดที่เข้าถึงได้ง่าย และเป็นทางออกที่เป็นไปได้ของปัญหาที่เกิดขึ้น สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก

ทั้งนี้ วู เซียนตา ประธานสมาคมผู้ประกอบการโรงรับจำนำแห่งประเทศจีน คาดการณ์ว่า จำนวนร้านรับจำนำในประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกอย่างจีนนี้ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% หรืออยู่ที่ 5,000 ร้าน ภายในปี 2554 นี้

เพราะไม่มีอิสระในการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ยื่นเรื่องขอกู้ที่มีเครดิตต่ำ หรืออัตราความเสี่ยงสูง ธนาคารพาณิชย์ของจีน ซึ่งล้วนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ บิ๊ก โฟร์ (ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ประกอบด้วย Industrial and Commercial Bank: ICB, Bank of China, China Construction Bank: CCB และ Agricultural Bank of China: ABC) จึงสามารถปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัทใหญ่ๆ ที่มีรัฐบาลคอยหนุนหลังให้เท่านั้น และหาทางหลีกเลี่ยงธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ไปโดยปริยาย

จากการสำรวจของสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ดในปี 2553 ที่ผ่านมา พบว่า 41% ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กจำนวน 2,000 แห่งที่เข้าร่วมตอบแบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลในครั้งนี้ ไม่เคยได้รับการช่วยเหลือทางการเงินจากธนาคารพาณิชย์ใดๆ เลย ขณะที่อีกหลายรายได้รับทางเลือกในการเข้าถึงจำนวนเงินทุนอย่างจำกัด

นอกจากนี้ ในรายงานของสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ดฉบับดังกล่าวได้ระบุเพิ่มเติมลงไปว่า เหล่าธุรกิจเอสเอ็มอีมากมายในประเทศจีนกำลังตกอยู่ในหลุมที่ไม่สามารถพลิกตัวไปไหนได้ เพราะขณะที่เจ้าของกิจการไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากขนาดเล็กของธุรกิจ เจ้าของธุรกิจเหล่านั้นก็ไม่สามารถขยายธุรกิจให้เติบโตก้าวหน้าต่อไปด้วยเช่นเดียวกันหากปราศจากแหล่งเงินทุน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีให้หลังมานี้ ทางคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการธนาคารแห่งประเทศจีนได้เริ่มผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์ภายในประเทศเปิดช่องทางให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กเข้าถึงเงินได้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้แน่ใจว่าอัตราการเติบโตด้านการกู้ยืมเงินในปี 2554 นี้ไม่ได้อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของอัตราการกู้ที่กำหนดไว้

ทั้งนี้ จากข้อมูลของธนาคารเพื่อการอุตสาหกรรมและการพาณิชย์แห่งประเทศจีน (ไอซีบีซี : Industrial and Commercial Bank of China) ธนาคารปล่อยกู้รายใหญ่ที่สุดของประเทศได้ระบุไว้ว่า การปล่อยเงินกู้ให้กับบรรดาเอสเอ็มอีทั้งหลายเพิ่มขึ้น 53.3 ล้านหยวน (ราว 239 ล้านบาท) ในช่วงไตรมาสแรกของปี ซึ่งมากกว่า 1 ใน 3 ของอัตราการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ยังไม่ได้ชำระ

กระนั้น แม้ว่าตัวเลขที่ทางไอซีบีซีจะเปิดเผยออกมานั้นจะดูเยอะขึ้นแบบสมน้ำสมเนื้อกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจของประเทศ แต่นักวิเคราะห์บางรายกลับมองว่าสถานการณ์สำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีในความเป็นจริงแล้วไม่ได้ปรับปรุงพัฒนาไปมากกว่าแต่เดิม หรือถ้ามีการเปลี่ยนแปลง ก็ดูจะเป็นไปในทิศทางที่เลวร้ายลงเสียมากกว่า

โดยอเล็กซานเดอร์ นิวแมน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ด้านเศรษฐกิจประเทศจีน จากมหาวิทยาลัยนอตติงแฮม ซึ่งปัจจุบันนี้อาศัยอยู่ในเขตหนิงโบ ทางตะวันออกของประเทศจีน และเป็นแหล่งทำมาหากินของผู้ประกอบการหลายเจ้า ยืนยันว่า เหล่าธุรกิจห้างร้านขนาดกลางและขนาดเล็กยังคงได้รับความยุ่งยากที่จะได้รับการอนุมัติในเรื่องเงินทุนสนับสนุน

“การปล่อยกู้ส่วนใหญ่แล้ว มอบให้กับบรรดาบริษัทของรัฐวิสาหกิจ หรือธุรกิจขนาดใหญ่ๆ เป็นหลัก โดยที่องค์กรขนาดเล็กซึ่งมีความเสี่ยงมากกว่าไม่สามารถเข้าถึงได้เลย” นิวแมน กล่าว

ทั้งนี้ วารสารไชน่า ซีเคียวริตี้ ระบุว่า สาเหตุจริงๆ ก็คือ การที่รัฐบาลจีนออกมาตรการควบคุมสินเชื่ออย่างเข้มงวดอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ผู้ประกอบการธนาคารต่างๆ ของจีนต่างประสบกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่จะอนุมัติให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ซึ่งมีเงินฝากน้อยกว่าบรรดาบริษัทขนาดใหญ่กู้เงินได้

โดยภายในช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางของจีนได้ประกาศเพิ่มอัตราเงินสำรองธนาคารพาณิชย์ (Reserve Requirement Ratio: RRR) เป็นครั้งที่ 5 ในรอบปี 2554 นี้

อัตราเงินสำรองธนาคารพาณิชย์ เป็นเงินที่บรรดาธนาคารทั้งหลายต้องเก็บสำรองไว้ ซึ่งเป็นมาตรการทรงประสิทธิภาพที่จำกัดการให้กู้ยืมเงินของธนาคารต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

ซึ่งสาเหตุที่ธนาคารกลางจีนจำต้องกำหนดมาตรการนี้ออกมาก็เพื่อต้องการควบคุมระดับเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
ขณะเดียวกัน เหล่าผู้ประกอบการธนาคารทั้งหลายเองต่างก็ยื้อแย่งลูกค้าเพื่อเพิ่มเงินฝากให้พอดีกับอัตราสัดส่วนเงินให้กู้ยืมต่อเงินฝากที่กำหนดไว้อย่างเข้มงวด โดยทางการจีนได้เฝ้าติดตามประเมินดูแลอย่างใกล้ชิดให้ตัวเลขอยู่ที่ 75% ซึ่งหมายความว่า สัดส่วนการให้กู้ยืมเงินต้องไม่มากเกินกว่า 75% ของเงินฝากที่ธนาคารนั้นๆ มีอยู่

“การเงินเริ่มวิกฤตฝืดเคืองเมื่อต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น” หวัง ฟูหมิง ประธานโอเรียนตัล พอว์น ผู้ประกอบการโรงรับจำนำในเซี่ยงไฮ้ ที่ปล่อยกู้ให้กับธุรกิจขนาดเล็กคิดเป็น 70% ของกิจการการปล่อยเงินกู้ของธุรกิจ กล่าว

ทั้งนี้ หวัง ฟูหมิง อธิบายเพิ่มเติมว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เจ้าของกิจการต่างๆ ต้องกู้เงินมากขึ้น แม้ว่าธุริกิจที่ดำเนินการอยู่จะไปได้สวยมากแค่ไหนก็ตาม เป็นเพราะต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะมาจากค่าเช่าพื้นที่ ค่าผู้จัดหาวัตถุดิบ และค่าแรงสำหรับลูกจ้าง

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการโรงรับจำนำ หรือเจ้าของธุรกิจปล่อยเงินกู้ก็มีสภาพไม่แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ทั่วๆ ไป หากไม่สามารถสำรองเงินฝาก และไม่มีกฎข้อบังคับในวงเงินที่จะปล่อยกู้อย่างชัดเจน

“บ่อยครั้ง เราเองก็ประสบกับภาวะขาดเงินเช่นเดียวกัน ซึ่งนั่นหมายความว่า เรามีสองทางให้เลือกระหว่างปฏิเสธคำร้องขอกู้ยืมเงิน หรือบางทีอาจจะให้ยืมในจำนวนที่น้อยกว่าที่ผู้กู้ต้องการ” หวัง ฟูหมิง ปิดท้าย

อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่รัฐบาลจีนยังไม่สามารถปล่อยกฎเกณฑ์ให้สามารถผ่อนปรนมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ตราบนั้น โรงรับจำนำและธุรกิจเงินกู้นอกระบบก็ยังคงเป็นความหวัง หรือที่พึ่งในภาวะที่กิจการเล็กๆ ตกอยู่ในสภาพวิกฤต