อังกฤษยกระดับรับมือ Omicron คาดเสียหาย 2 พันล้านปอนด์ต่อเดือน

วันที่ 09 ธ.ค. 2564 เวลา 11:50 น.
อังกฤษยกระดับรับมือ Omicron คาดเสียหาย 2 พันล้านปอนด์ต่อเดือน
อังกฤษยกระดับมาตรการรับมือโควิด-19 หลังผู้ติดเชื้อ Omicron เพิ่มสูงขึ้น ผู้เชี่ยวชาญหวั่นสะเทือนเศรษฐกิจ

Bloomberg รายงานว่าบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรประกาศใช้แผนสำรองในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 หลังจากที่จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มมากขึ้นประกอบกับการแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน โดยมีการยกระดับมาตรการควบคุมโรคหลายอย่างซึ่ง Bloomberg Economics คาดการณ์ว่าอาจทำให้เศรษฐกิจเสียหายมากถึง 2 พันล้านปอนด์ต่อเดือน

ภายใต้ข้อจำกัดใหม่มีการบังคับสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่สาธารณะเกือบทั้งหมด ประชาชนต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนเมื่อเข้าสถานที่ต่างๆ รวมถึงมีการจำกัดจำนวนคนในบางสถานที่ และใช้มาตรการทำงานจากที่บ้าน โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค. เป็นต้นไป

ขณะที่ภาคธุรกิจเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการเยียวยา เนื่องจากการยกระดับมาตรการควบคุมโรคครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่เปราะบางอยู่แล้วจากการล็อกดาวน์ครั้งก่อน อาทิ ธุรกิจค้าปลีกที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก

แดน แฮนสัน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Bloomberg Economics ประเมินว่าการยกระดับมาตรการควบคุมโรครวมถึงการทำงานจากที่บ้านจะกระทบต่อเศรษฐกิจประมาณ 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ นั่นจะหมายถึงเศรษฐกิจประเทศจะหดตัว 0.7% ในเดือนธ.ค.

"ธุรกิจจำนวนมากเพิ่งเริ่มกลับมายืนได้ใหม่อีกครั้ง และการเคลื่อนไหวครั้งนี้จะสร้างความเสียหายต่อภาคธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่สำคัญคือต้องทำให้บรรดาผู้ประกอบการแน่ใจว่ารัฐบาลจะสนับสนุนพวกเขา" รูบี แมคเกรเกอร์-สมิธ ประธานหอการค้าอังกฤษกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ที่ผ่านมามีรายงานผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ในอังกฤษอยู่ที่ 51,342 คน และผู้เสียชีวิต 161 คน ส่งผลให้อังกฤษมีผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 8.9 ล้านคน และผู้เสียชีวิตกว่า 1 แสนคน

โดยวานนี้ (8 ธ.ค.) มีรายงานผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนในอังกฤษเพิ่มอีก 131 คน ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อดังกล่าวในอังกฤษแล้วอย่างน้อย 568 คน

ข้อมูลล่าสุดจากรัฐบาลอังกฤษเปิดเผยว่าปัจจุบันมีประชาชนได้รับวัคซีนเข็มแรกแล้วกว่า 51 ล้านคน ในจำนวนนี้มีประชาชนเกือบ 47 ล้านคนที่ได้รับวัคซีน 2 เข็ม หรือคิดเป็นประมาณ 69% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่รัฐบาลกำลังระดมฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้แก่ประชาชน

Photo by Adrian DENNIS / various sources / AFP