ไบเดนลั่น ไม่ต้องตื่นตระหนกเชื้อ 'โอไมครอน'

วันที่ 30 พ.ย. 2564 เวลา 13:00 น.
ไบเดนลั่น ไม่ต้องตื่นตระหนกเชื้อ 'โอไมครอน'
สหรัฐยอมรับโอไมครอนอาจเข้าประเทศ ย้ำยังไม่ล็อกดาวน์ แค่วัคซีน-แมสก์ก็เพียงพอ

วันนี้ (30 พ.ย.) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐกล่าวถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลแต่ไม่ควรตื่นตระหนก โดยรัฐบาลชี้ว่าเป็นเรื่องที่หลีกเลียงไม่ได้หากจะพบสายพันธุ์โอไมครอนในสหรัฐ แต่ยืนยันว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องล็อกดาวน์ในตอนนี้หากประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนและสวมหน้ากากอนามัย

"วันนี้เรามีเครื่องมือในการต่อสู้กับไวรัสมากกว่าที่เราเคยมีมา" ไบเดนกล่าวโดยเน้นย้ำว่าสหรัฐอยู่ในสถานะที่ดีที่จะควบคุมการแพร่กระจายของโอไมครอน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญกำลังศึกษาการทำงานของวัคซีนต่อไวรัสดังกล่าว

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสหรัฐได้ระงับการเดินทางจากแอฟริกาใต้ บอตสวานา นามิเบีย เลโซโท เอสวาตินี โมซัมบิก และมาลาวี เพื่อป้องกันเชื้อโอไมครอนเข้าประเทศ ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างแคนาดาพบผู้ติดเชื้อดังกล่าวแล้วอย่างน้อย 3 ราย

ด้านรัฐมนตรีสาธารณสุขของกลุ่มประเทศ G7 ได้จัดการประชุมฉุกเฉินและเห็นพ้องที่จะร่วมมือกันเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของโอไมครอน โดยระบุว่าขณะนี้ประชาคมโลกกำลังเผชิญกับภัยคุกคามของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วซึ่งจำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) จะระบุให้โอไมครอนเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าไวรัสมีศักยภาพในการแพร่เชื้อหรือหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีนมากกว่าสายพันธุ์อื่นๆ หรือไม่ แต่มันตอกย้ำว่าโลกยังคงต้องต่อสู้กับโควิด-19 ต่อไป

โดยวานนี้ (29 พ.ย.) องค์การอนามัยโลกกล่าวว่าความเสี่ยงโดยรวมทั่วโลกจากการแพร่ระบาดของโอไมครอนนั้นอยู่ในระดับสูงมาก พร้อมเตือนว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่จะสร้างแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุขและอาจมีผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อในสหรัฐเริ่มลดลงมาอยู่ที่กว่า 2 หมื่นรายต่อวัน จากระดับ 1 แสนรายต่อวันเมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่มีประชาชนได้รับวัคซีนครบโดสแล้วราว 59%

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ผู้นำสหรัฐและสตรีหมายเลขหนึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าฝ่าฝืนกฎของตัวเอง หลังมีภาพทั้งคู่พบปะประชาชนและปรากฏตัวในที่สาธารณะโดยไม่สวมหน้ากากอนามัย

Photo by Anna Moneymaker/Getty Images/AFP