ซิตี้แบงก์ เผย เอเชียเร่งปรับตัวบริหารซัพพลายเชน

วันที่ 22 ต.ค. 2564 เวลา 16:51 น.
ซิตี้แบงก์ เผย เอเชียเร่งปรับตัวบริหารซัพพลายเชน
ซิตี้แบงก์ เผย เอเชียเร่งปรับตัวบริหารซัพพลายเชน เผย 9 ปัจจัยดึงดูดเม็ดเงินลงทุน

ธนาคารซิตี้แบงก์ เผยผลรายงาน “การวิจัยอนาคตของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” (Disruption, Digitization, Resilience: The Future of Asia-Pacific supply chains)” จัดทำโดย “ดิ อิโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต” (The Economist Intelligence Unit : EIU) สำรวจข้อมูลช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 จากบริษัททั่วโลกครอบคลุมอุตสาหกรรมหลัก 6 ประเภท ประกอบด้วย

1. ยานยนต์

2. รองเท้าและเครื่องแต่งกาย

3. อาหารและเครื่องดื่มฃ

4. การผลิต

5. ไอที/เทคโนโลยี/อิเล็กทรอนิกส์

และ 6.การดูแลสุขภาพ/ยาเทคโนโลยีชีวภาพ

พบว่า 5 ปัจจัยของการหยุดชะงักในซัพพลายเชนจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้แก่ หยุดการผลิต 36.4% ตามมาด้วยปัญหาการขนส่งทางอากาศ ทะเล รถไฟ และถนน 20.9% ปัญหาการเข้าถึงวัตถุดิบการผลิตหลัก เช่น ฝ้าย แร่เหล็ก แร่หายาก 17.3% ข้อจำกัดทางการค้า เช่น การควบคุมการส่งออก ภาษีนำเข้า 11.8% และการเข้าถึงปัจจัยการผลิตของสินค้าขั้นกลาง เช่น เหล็ก ส่วนประกอบ เซมิคอนดักเตอร์ 6.4%

นอกจากนี้จากผลสำรวจยังเผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ซัพพลายเชนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา พบว่า 44.6% ดำเนินการเปลี่ยนแปลงบางอย่างแต่กลยุทธ์หลักยังคงเหมือนเดิม 32.6% กำลังดำเนินการยกเครื่องกลยุทธ์ใหม่ทั้งหมด และ 22.9% ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ โดย 5 กลยุทธ์หลักสำหรับการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่

1. การกระจายความหลากหลาย เช่น ปรับซัพพลายเชนของบริษัทให้มาจากซัพพลายเออร์ที่หลากหลาย หรือขายในตลาดที่กว้างขึ้น

2. ย้ายซัพพลายเชนของบริษัทไปยังประเทศรอบ ๆ ตลาดหลัก หรือตลาดของผู้ใช้ปลายทาง

3. การโลคัลไลเซชันด้วยการย้ายซัพพลายเชนให้อยู่ในตลาดหลักหรือตลาดผู้ใช้ปลายทาง

4. ย้ายการผลิตกลับไปยังประเทศบ้านเกิดของบริษัท

และ 5. China Plus One แนวคิดการลงทุนในประเทศอื่นที่ไม่ใช่จีนอย่างเดียว อย่างไรก็ดียังพบว่าอุตสาหกรรมไอที เทคโนโลยี และอิเล็กทรอนิกส์ มีการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ซัพพลายเชนน้อยกว่าภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ

พร้อมกันนี้ผลสำรวจยังเผยให้เห็นประเทศที่บริษัทต่างๆ ลงทุนตลอดทั้งปีที่ผ่านมาหรือกำลังวางแผนที่จะทำในปีหน้า โดยบริษัทในเอเชียมีการลงทุนในประเทศ อินโดนีเซีย บังคลาเทศ ออสเตรเลีย ฮ่องกง เกาหลีใต้ เมียนมาร์ มาเลเซีย และศรีลังกา ในขณะบริษัทที่อยู่ในอเมริกาเหนือและยุโรปมีความสนใจลงทุนในฟิลิปปินส์ อินเดีย จีน สิงคโปร์ เวียดนาม และญี่ปุ่น โดยปัจจัยที่ทำให้ประเทศเหล่านี้เป็นที่น่าลงทุนจากมากไปน้อย ประกอบด้วย

1. ค่าแรง 2.ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ 3.เข้าถึงตลาดหลัก โครงสร้างพื้นฐาน และสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ 4.ผลผลิต 5.ฝีมือแรงงาน 6.เงินอุดหนุน/สิ่งจูงใจจากรัฐบาล และทักษะต่าง ๆ 7.การแปลงสกุลเงิน 8.เสถียรภาพทางการเมือง และอัตราภาษี 9.การเข้าถึงการเงิน ตามลำดับ

สุดท้ายนี้ผลสำรวจแสดงให้เห็นถึงความกังวลในอนาคตที่อาจส่งผลกระทบ พบว่าบริษัททั่วโลกส่วนใหญ่มีความกังวลในเรื่อง 1. โรคระบาดครั้งต่อไป 2. การล่มสลายของระบบการค้าโลก และ 3. วิกฤตเศรษฐกิจหรือการเงิน อย่างไรก็ตามการระบาดของโรคโควิด-19 ได้นำไปสู่การเพิ่มการลงทุนในเครื่องมือและกระบวนการดิจิทัลเพื่อจัดการซัพพลายเชน โดยบริษัทส่วนใหญ่มีการลงทุนเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในเครื่องมือและกระบวนการดิจิทัล ทั้งกระบวนการผลิต การบริการลูกค้า การคาดการณ์ความต้องการซื้อและความต้องการขาย การจัดการสินค้าคงคลัง ฯลฯ

รายงานดังกล่าวได้แสดงให้เห็นว่าทุกภาคอุตสาหกรรมต่างมีการตอบสนองต่อความท้าทายต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญ ซึ่งทั้งหมดล้วนมีเป้าหมายร่วมกันเพื่อรักษาความยั่งยืนของการดำเนินธุรกิจในระยะยาว รวมถึงทำให้ภาคธุรกิจในภูมิภาคมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อรองรับผลกระทบจากสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซิตี้แบงก์ในฐานะธนาคารชั้นนำที่มีการดำเนินงานอยู่ในกว่า 100 ตลาดทั่วโลก มีความมุ่งมั่นในการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายด้วยความสามารถในการให้คำปรึกษาผสานความเชี่ยวชาญในระดับท้องถิ่น พร้อมการเดินหน้าสำรวจภาคธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดนิ่ง ควบคู่ไปกับการเป็นพันธมิตรกับลูกค้านักลงทุนอย่างใกล้ชิด

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายงานดังกล่าวสามารถดูได้ที่ Citi Report The Future of Asia-Pacific supply chains รวมถึงติดต่อธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย หรือ www.citibank.co.th