จีนกับข้อหากลืนชาติ ด้วยกลยุทธ์ "หนอนไหมเขมือบ"

วันที่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 20:21 น.
จีนกับข้อหากลืนชาติ ด้วยกลยุทธ์ "หนอนไหมเขมือบ"
ข้อกล่าวหาต่อจีนมีตั้งแต่การใช้หนี้เป็นกับดักเพื่อจับประเทศลูกหนี้เป็นตัวประกัน ไปจนถึงกลาวข้อกล่าวหาว่าค่อยๆ กลืนแผ่นดินอื่นด้วยกลยุทธ์ "หนอนไหมกลืนใบหม่อน" ที่น่าสังเกตคือข้อกล่าวหาเรื่อง Debt-trap และ Salami slicing tactics มาจากอินเดียซึ่งเป็น "คู่กรณี" กับจีน

เส้นทางรถไฟลาว-จีนเป็นอีกหนึ่งโครงการ "จีนสร้าง" ที่ถูกกลาวหาว่าทำให้ลาวต้องตกอยู่ในกับดักหนี้ หรือ Debt-trap ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่บางประเทศโดยเฉพาะที่เป็นคู่กรณีกับจีนอ้างว่าจีนมีเจตนาทำให้ประเทศเหล่านั้นเป็นหนี้ตนโดยยัดเยียดโครงการพัฒนาต่างๆ นานาที่มีมูลค่ามหาศาลให้ โดยที่ประเทศเหล่านั้นไม่สามารถชำระหนี้ได้ก็ต้องนำ "สิ่งสำคัญระดับชาติ" มาจำนองไว้ ทำให้จีนได้เปรียบในการต่อรอง/บงการประเทศนั้นๆ ในอนาคต

คำว่า Debt-trap นี้ถูกใช้โดยนักวิชาการชาวอินเดีย ชื่อ พรหมา เฉลานี (Brahma Chellaney) หลังจากนั้นก็แพร่หลายอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่เป็นมิตรกับจีน ยังไม่พอ มีผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของอินเดียอีกคนหนึ่งชื่อ เอส. เค ชัตเตอร์จี (S. K. Chatterji) บอกว่า กับดักหนี้ของจีนนั้นเปรียบได้กับ "กลยุทธ์ฝานซาลามี" ในทางการเมืองและการทหาร

"กลยุทธ์ฝานซาลามี" หรือ Salami slicing tactics เป็นกลยุทธ์ในการบั่นทอนฝ่ายตรงข้ามเพื่อที่ทำลายหรือกลืนด้วยการค่อยๆ บ่อนทำลายทีละน้อยเหมือนกับการฝานซาลามีหรือ "กุนเชียงฝรั่ง" ให้เป็นแผ่นบางๆ เหมือนจะไม่ทำให้มันพร่องลง แต่จริงๆ แล้วซาลามีที่ถูกฝานไปนั้นถูก "กิน" ไปทีละน้อยๆ

คนที่ใช้คำๆ นี้คนแรก คือ มาตยาส ราโคซี เผด็จการคอมมิวนิสต์ฮังกาเรียนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ราโคซีใช้วิธีบ่อนทำลายฝ่ายตรงข้ามด้วยการกล่าวหาพรรคอื่นว่าเป็นพวกฟาสชิสต์ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาร้ายแรงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (เนื่องจากในช่วงสงครามฮังการีต้องตกทุกข์ได้ยากเพราะพวกฟาสชิสต์-นาซี)

เขาจะค่อยๆ ทำลายพรรคอื่นด้วยการเริ่มทำลายฝ่ายขวาในพรรคนั้นๆ ก่อนโดยโยนข้อหาฟาสชิสต์ให้ จากนั้นเริ่มทำลายฝ่ายกลาง และจากนั้นค่อยทำลายฝ่ายซ้าย ซึ่งแม้จะเป็นฝ่ายเดียวกับคอมมิวนิสต์ แต่ถ้าไม่เป็นพรรคเดียวกันก็อยู่ไม่ได้ ในที่สุดเป้าหมายก็จะถูก "ฝาน" ออกไปจนเหลือส่วนที่ทำลายไม่ได้ เพราะมีประโยชน์คือพวกที่มีอุดมการณ์เดียวกับเขา

นี่เป็นแทกติกตั้งแต่สมัยสงครามเย็นเริ่มขึ้นหมาดๆ แต่ล่าสุดมันถูกงัดขึ้นมาใช้อย่างแพร่หลายอีกครั้ง - โดยอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่อินเดียกับจีนปะทะกันเรื่องพรมแดน ผู้เชี่ยวชาญอินเดียโยงว่าการที่จีนล้ำเข้ามาในพื้นที่พิพาทนั้นแสดงว่าจีนหวังจะ "ฝาน" อินเดียไปทีละน้อย

ผู้เชี่ยวชาญและสื่ออินเดียชี้ว่า จีนใช้แทกติกนี้เพื่อทำให้อินเดียสับสนว่าตกลงแล้วจีนต้องการอะไรกันแน่ระหว่างสงครามเต็มรูปแบบหรือการปะทะประปรายตามชายแดน เมื่ออินเดียสับสนและปรับยุทธศาสตร์ไม่ทัน (เพราะพื้นที่พิพาทส่งทหารไปประจำการยากลำบากเนื่องจากเป็นภูเขาสูงและมีหิมะตกหนักในฤดูหนาว) จีนก็จะค่อยๆ "กิน" พื้นที่นั้นไป

อินเดียจึงต้องตื่นตัวในเรื่องนี้ แม้ว่ามันจะยังไม่ชัดเจนก็ตามว่าตกลงแล้วจีนใช้ "กลยุทธ์ฝานซาลามี" จริงหรือไม่ และในบางกรณีจีนปฏิเสธด้วยซ้ำว่าใช้กลยุทธ์นี้

สื่อและนักวิชาการอินเดียนั้นเป็นกลุ่มหนักที่ชี้ว่าจีนใช้กลยุทธ์นี้กับพื้นที่อักไซจิน เป็นดินแดนของกัษมิระ (แคเมียร์) ซึ่งจีนกับอินเดียอ้างสิทธิ์เหนือ แต่จีนได้ครอบครองไปด้วยความเจ็บช้ำใจของอินเดีย ทำให้อินเดียพยายามชี้ให้โลกเห็นว่าจีนใช้กลยุทธ์เฉือนเนื้อไม่รู้ตัวกับอินเดีย และใช้กับทิเบต กับซินเจียง รวมถึงใช้กับหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ ชาวโลกจึงต้องระวังให้ดี

สื่อของอินเดียนั้นใช้ภาษาอังกฤษคล่องแคล่ว เมื่อรายงานข่าวโดยระดมยิงคำว่า Salami slicing tactics กับคำว่า Chinese คำๆ นี้จึงแพร่หลายไปทั่วอินเทอร์เน็ตอย่างรวดเร็วในสื่อที่ใช้ภาษาอังกฤษเหมือนกัน และมันเข้าทางชาติตะวันตกที่จ้องจะเล่นงานจีนอยู่แล้ว เช่นเดียวกับคำว่า Debt-trap ที่มาจากอินเดียนเช่นกัน ทั้ง 2 คำนี้เป็นผลพวงจากการโฆษณาชวนเชื่อในยุค 4.0 ด้วยการใช้ SEO อย่างชาญฉลาด

แต่ความจริงไม่ใช่อินเดียที่เริ่มใช้ศัพท์ Salami slicing tactics มาอธิบายการรุกคืบของจีน แต่เป็นสหรัฐที่ใช้คำนี้มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 90 โดยบอกว่าจีนจะใช้แนวทางการรุกเพื่อ "กิน" ดินแดนหรือผลประโยชน์บางอย่าง แต่จะล่าถอยออกไปหากพบกับการต่อต้านที่หนักหน่วง หมายความว่าหากไม่มีการต่อต้าน จีนก็จะเขมือบไปเงียบๆ

ในปี 2004 บริษัทที่ปรึกษา Booz Allen Hamilton ในสหรัฐเรียกการวางยุทธศาสตร์เครือข่ายทางการทหารและการเศรษฐกิจของจีนในมหาสมุทรอินเดียว่า "สร้อยไข่มุก" (String of Pearls) เพื่อจะอธิบายว่าจีนใช้ "ฐานที่มั่น" เหล่านี้ในการโอบล้อมและเขมือบมหาสมุทรอินเดีย โดยตั้งฐานในประเทศที่เป็นคู่กรณีกับอินเดียหรือไม่ค่อยจะลงรอยกัน

แน่นอนว่าผู้เชี่ยวชาญในอินเดียตอบรับทฤษฎีนี้ เพราะเชื่ออย่างเต็มอกว่าจีนต้องคิดจะ "กิน" อินเดียโดยวิธีฝานไปทีละน้อยแน่ๆ ขณะที่จีนบอกว่าไม่มีแผนการเขมือบอะไรทั้งสิ้น "ฐานที่มั่น" ต่างๆ นั้นมีไว้เพื่อร้อยเส้นทางสายไหมทางทะเลเข้าด้วยกัน

โปรดสังเกตว่าข้อกล่าวหาต่อจีนเรื่อง Debt-trap และ Salami slicing tactics แม้จะมีเป้าหมายเรื่องการทหาร แต่ก็สามารถบั่นทอนจีนในทางเศรษฐกิจได้ด้วย โดยมันทำลายความน่าเชื่อถือของโครงการเส้นทางสายใหม่ทางทะเลและโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง

แต่นับวันข้อกล่าวหานี้ถูกโต้แย้งมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากวงการวิชาการและจากคนในประเทศที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเหยื่อกับดักหนี้ของของจีน เช่น เดบอราห์ บราวทิแกม (Deborah Bräutigam) ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์บอกว่าทฤษฎีนี้ขาดหลักฐานและสื่อยังกระพือกระแสกับดักหนี้ที่ "บิดเบือนความสัมพันธ์ระหว่างจีนและประเทศกำลังพัฒนาอย่างไม่ถูกต้อง"

รายงานที่เผยแพร่โดย Center for Global Development ก็แย้งทฤษฎีกับดักหนี้ โดยระบุว่าระหว่างปี 2001 ถึง 2017 จีนได้ปรับโครงสร้างหรือยกเว้นเงินกู้สำหรับ 51 ประเทศที่เป็นลูกหนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้เข้าร่วมโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางโดยไม่ได้ยึดทรัพย์สินของรัฐ (หรือใช้อำนาจนั้นต่อรองทางการเมืองกับลูหนี้)

The Rhodium Group ระบุว่าจีนไม่ได้มีอำนาจต่อรองกับลูกหนี้ขนาดที่ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ได้ ที่จริงแล้วดีลระหว่างจีนกับประเทศลูกหนี้เป็นคุณกับลูกหนี้มากกว่าจีนเสียอีก

โปรดสังเกตว่าผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานทั้ง 3 แห่งนี้อยู่ในสหรัฐทั้งสิ้น

แน่นอน จีนปฏิสเธข้อกล่าวนี่มาโดยตลอดเช่นกัน ยิ่งเมื่อพิจารณาข้อโต้แย้งที่หน่วยและผู้เชี่ยวชาญช่วยแก้ต่างให้จีนแล้ว ยิ่งเห็นว่า Debt-trap และ Salami slicing tactics เป็นการโฆษณาชวนเชื่อเสียมาก หลักฐานที่จับต้องได้มีน้อย

แต่เราก็ไม่สามารถมองจีนว่าไร้เดียงสาได้ ขึ้นชื่อว่าประเทศมหาอำนาจแล้วไม่มีที่จะไว้ใจได้ ยิ่งมหาอำนาจที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปีด้วยแล้ว จะเดินหมากแต่ลบตาต้องคำนวณอย่างลึกซึ้ง

ในภาษาจีนมีคำๆ หนึ่ง คือ "ฉานสือ" แปลตรงตัวคือ "หนอนไหมเขมือบ" ปกติแล้วหนอนไหมจะเขมือบใบหม่อนไปทีละน้อยๆ ด้วยตัวของมันที่ดูเล็กจิ๋วและใบหม่อนทั้งต้นที่มากมาย ดูเหมือนจะไม่มีวันที่ใบหม่อนจะหมดสิ้นไป แต่หนอนไหมนั้นตะกละเป็นที่สุด มันจะค่อยๆ กินใบหม่อนไปเรื่อยๆ กว่าจะรู้ตัวใบก็หมดสิ้นลงไปแล้ว

คำๆ นี้ถูกนำมาใช้อธิบายกลยุทธในการกลืนชาติบ้านเมืองอื่นทีละนิดๆ แค่มักใช้อธิบายเหตุการณ์จำเพาะในประวัติศาสตร์จีน คือเมื่อครั้งที่รัฐฉินค่อยๆ กลืนกินรัฐทั้ง 6 จนสำเร็จ จนกระทั่งฉินหวาง (กษัตริย์รัฐฉิน) สามารถรวบรวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งเดียวได้ แล้วตั้งราชวงศ์ฉิน ประกาศตนเป็นจักรพรรดิองค์แรกแห่งฉิน (ฉินซื่อหวง หรือจินซีฮ่องเต้)

คำๆ นี้ปรากฎในตำรา "หานเฟยจื่อ" ตำราของนักปรัชญาสำนักนิติศาสตร์ ในยุคจ้านกั๋วหรือยุคสงครามระหว่างรัฐ (ยุครณรัฐ) เมื่อกว่าสองพันปีก่อน ดังนั้นคงจีนจึงรู้กลยุทธ์ Salami slicing tactics มานานหลายพันปีแล้ว

และในสมัยราชวงศ์ฮั่นตำราประวัติศาสตร์ "สื่อจี้" กล่าวถึงการเขมือบ 6 รัฐของจิ๋นซีฮ่องเต้เอาไว้ว่า "นับแต่สมัยฉินมู่กง นานาเจ้าแคว้นถูกกลยุทธ์หนอนไหมเขมือบทีละน้อย กระทั่งตั้งปราบดาเป็นฉินซื่อหวงได้"

ดังนั้น ยุทธศาสตร์การเขมือบดินแดนจึงไม่ใช่เกิดขึ้นในรัชสมัยเดียว แต่ใช้เวลายาวนานกว่าที่รัฐฉินจะกินรัฐอื่นได้จนหมด มันเริ่มตั้งแต่สมัยฉินมู่กงผู้ยิ่งใหญ่และมีวิสัยทัศน์ (ครองราชระหว่าง 659–621 ปีก่อนคริสตกาล) จนสำเร็จในรัชสมัยของอิ๋งเจิ้ง หรือฉินซื่อหวง (ครองราชระหว่าง 246–221 ปีก่อนคริสตกาล)

นอกจากจะยาวนานแล้ว กลศึก "หนอนไหมเขมือบ" ในสมัยจ้านกั๋วยังเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพราวพราว เต็มไปด้วยการทรยศหักหลัง ตระบัดสัตย์ การชิงพันธมิตรและสลายพันธมิตร และการสังหารหมู่ ชื่อ "หนอนไหมเขมือบ" มันอาจฟังดูน่าเอ็นดู แต่เมื่อมันลงมือแล้วเลวร้ายกว่าสงครามทางตรงเสียอีก

วิธีเผด็จศึกของอิ๋งเจิ้งก็คือ "ใช้เงินซื้อคน" หรือติดสินบนนั่นเอง เมื่อขุนนาง ขุนศึกของฝ่ายตรงข้ามฉ้อราษฎร์บังหลวงแล้ว ประเทศนั้นย่อมเน่าจากข้างใน

เหลียวเซี่ยงเสนอกับอิ๋งเจิ้งว่า ด้วยอำนาจของรัฐฉิน สามารถกำราบนานารัฐลงได้ แต่ที่น่ากังวลคือหากนานารัฐรวมพลังกันต่อต้านฉิน รัฐฉินก็ต้องเป็นฝ่ายกังวลว่าจะถูกกำราบแล้ว เขาจึงเสนอว่า "อย่าเสียดายทรัพย์สิน ให้ติดสินบนขุนนางที่ทรงอำนาจของรัฐนั้นๆ เพื่อที่จะสร้างความปั่นป่วนให้กับระบบ แค่เสียทองสามสิบหมื่น ก็สามารถกำจัดนานาเจ้ารัฐได้" แน่นอนว่าอิ๋งเจิ้งยอมทำตามแผนนี้

คำแนะนำของเหลียวเซี่ยงนี้ฟังดูแล้วก็คล้ายๆ กับที่ฝ่ายตรงข้ามของจีนในเวลานี้กล่าวหาจีนว่าใช้เงินล่อประเทศอื่นๆ ให้ตกหลุมพรางของตน

ประเทศที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเหยื่อกับดักหนี้ของจีนนั้นมักมีผู้นำที่ฉ้อราษฏร์บังหลวงจริงๆ โดยมักจะยักยอกเงินกู้จากจีนเข้ากระเป๋าตัวเอง ทำให้ประโยชน์ไม่ถึงประชาชนและประชาชนยังต้องแบกรับหนี้ของจีนแทนนักการเมืองที่ชั่วร้ายเหล่านั้น 

แต่เราไม่อาจล่วงรู้ว่าจีนจงใจใช้เงินล่อนักการเมืองโฉดให้ติดกับแล้วใช้ประเทศตัวเองมาจำนองกับจีนเหมือนที่ฉินหวางเคยทำหรือไม่? แน่นอนว่าอะไรๆ ก็เป็นไปได้ เพียงแต่มันสมเหตุผลหรือไม่แค่นั้นเอง

"หนอนไหมเขมือบ" เคยใช้ชิงแผ่นดินจีนที่แตกเป็นรัฐต่างๆ จนจีนกลายเป็นเอกภาพ แต่จีนเคยใช้กลยุทธ์นี้ในการชิงดินแดนประเทศอื่นหรือไม่นั้น ยังเป็นที่น่าสงสัย

โดย กรกิจ ดิษฐาน