อังกฤษก่อภัยอดอยากที่ฆ่าชาวอินเดียนับล้าน

วันที่ 20 ต.ค. 2564 เวลา 19:00 น.
อังกฤษก่อภัยอดอยากที่ฆ่าชาวอินเดียนับล้าน
ย้อนรอยวิกฤตความอดอยากในอินเดียภายใต้การปกครองของอังกฤษ

1. ภายใต้การปกครองของอังกฤษทำให้ชาวอินเดียต้องทนทุกข์กับความดอยากนับไม่ถ้วน แต่เหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นในเบงกอล นับตั้งแต่ปี 1770 ตามมาด้วยปี 1783, 1866, 1873, 1892, 1897, 1943 ต่อเนื่องมาจนถึง 1944 หากถามว่าร้ายขนาดไหน คำตอบคือขนาดที่ผู้คนต้องกินหญ้าและเนื้อมนุษย์เพื่อความอยู่รอด

2. ก่อนหน้านั้น เมื่อใดก็ตามที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดความอดอยากในอินเดีย ผู้ปกครองของชนพื้นเมืองจะรีบตอบสนองอย่างรวดเร็ว อาทิ ยกเว้นภาษี และออกมาตรการชดเชย เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ และเพื่อบรรเทาทุกข์แก่เกษตรกรผู้ประสบภัยให้ได้มากที่สุด

3. แต่เมื่ออังกฤษเข้าปกครองอินเดีย ความอดอยากส่วนใหญ่เป็นผลมาจากความล่าช้าในฤดูมรสุม และการแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติของอินเดียโดยชาวอังกฤษเพื่อผลประโยชน์ทางการเงินของตนเอง ผู้ปกครองเพิกเฉยต่อคำเตือนใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับความกันดารอาหาร

4. สัญญาณความแห้งแล้งเริ่มปรากฏขึ้นในปี 1769 โดยความอดอยากส่วนใหญ่เกิดขึ้นในรัฐเบงกอล และรัฐพิหาร นอกจากนี้ยังกระทบถึงรัฐโอริสสา ฌาร์ขันท์ และบังกลาเทศ พื้นที่ทางการเกษตรถูกทิ้งร้าง เต็มไปด้วยถิ่นทุรกันดาร ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพเพื่อหวังว่าจะไปหาอาหารจากที่อื่น แต่พวกเขาก็ต้องเสียชีวิตลงเพราะความอดอยาก

5. ภัยอดอยากครั้งแรกเกิดขึ้นอย่างโหดเหี้ยมในปี 1770 และต่อเนื่องไปจนถึงปี 1773 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 10 ล้านคน หรือมากกว่าชาวยิวที่ถูกจองจำในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียอีก

6. จอห์น ฟิสก์ (John Fiske) เขียนไว้ในหนังสือ "The Unseen World" ว่าเหตุการณ์นั้นกวาดล้างชาวเบงกอลไปถึง 1 ใน 3 และเป็นอันตรายยิ่งกว่ากาฬโรคที่คุกคามยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 14

7. เมื่อมีชาวนาเสียชีวิตจำนวนมากส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรลดน้อยลง และรายได้ของประเทศก็น้อยลงไปด้วย โดยในปี 1771 มีการขึ้นภาษีที่ดินเป็น 60% เพื่อชดเชยค่าเสียหายจากการที่ชาวนาเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก คนที่ยังไม่ยอมแพ้กับความอดอยากก็ต้องเสียภาษีมากขึ้นไปอีก

8. หลังปกครองอินเดียต่อโดยรับช่วงต่อจากจักรวรรดิโมกุลที่ถูกล้มล้างไป อังกฤษออกคำสั่งให้มีการปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อส่งออก เกษตรกรที่เคยปลูกข้าวและผัก ถูกบังคับให้ปลูกคราม งาดำ และสินค้าอื่นๆ ที่มีมูลค่าทางการตลาดสูง

9. ทำให้ไม่มีพืชผลสำรองสำหรับบรรเทาความอดอยากของประชาชน และไม่มีมาตรการบรรเทาทุกข์สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ มีแต่การเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยรายได้ที่ขาดหายไป แต่ชาวเบงกอลไม่รู้เลยว่านี่เป็นเพียงภัยอดอยากครั้งแรกเท่านั้น พวกเขาต้องเผชิญกับปัญหานี้อีกนับไม่ถ้วนภายใต้การปกครองของอังกฤษ

10. นอกจากนี้ ยังมีทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ในเบงกอลอีกครั้งในปี 1943 โดยมีสาเหตุมาจากความขาดแคลนผลผลิตทางการเกษตร ประกอบกับภาวะสงคราม ซึ่งชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 3 ล้านคน แต่ครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากภัยแล้ง แต่กลับเป็นผลมาจาก "ความล้มเหลวของนโยบายของผู้นำ"

11. การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Geophysical Research Letters ได้ให้การสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ว่าผู้นำมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดหายนะในปี 1943 และความอดอยากไม่ได้เกิดจากภัยแล้ง เนื่องจากการศึกษาพบว่าบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากการกันดารอาหารในตอนนั้น ได้รับปริมาณน้ำฝนที่สูงกว่าปกติระหว่างเดือนมิ.ย. ถึงเดือน ก.ย. 1943

12. มัดฮุสรี มุกเคอร์จี เคยเขียนไว้ในหนังสือเรื่อง "Churchill's Secret War" ว่าวินสตัน เชอร์ชิลล์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษซึ่งดำรงตำแหน่งในปี 1940 ถึง 1945 เลือกที่จะส่งออกเสบียงและความช่วยเหลือด้านการแพทย์ให้กับทหารในการทำสงครามแทนการส่งไปยังผู้ประสบภัยที่หิวโหย

13. เธอเขียนว่ามีการส่งออกอาหารจำนวนมากจากอินเดีย รวมถึงข้าวมากกว่า 70,000 ตันระหว่างเดือน ม.ค. ถึงเดือน ก.ค. 1943 ในขณะที่ชาวอินเดียหลายล้านคนต้องอดอยาก

14. เชอร์ชิลล์เคยพูดว่าเขาเกลียดคนอินเดีย พวกเขาเป็นพวกป่าเถื่อน และไม่ว่าจะในภาวะอดอยากหรือไม่พวกเขาก็จะยังคงออกลูกออกหลานเยอะเหมือนกระต่าย เมื่อรัฐบาลเดลีส่งโทรเลขถึงเขาเกี่ยวกับหายนะอันน่าสยดสยองและจำนวนผู้คนที่ต้องล้มตาย คำตอบเดียวของเขาคือ "แล้วทำไมคานธียังไม่ตาย?"

15. อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากอีกด้านหนึ่งโดยแอนดรูว์ โรเบิร์ตส์ (Andrew Roberts) นักเขียนชีวประวัติของเชอร์ชิลล์เขียนไว้ในคอลัมน์บนเว็บไซต์ข่าวอังกฤษว่า "เชอร์ชิลล์ได้ทำทุกวิถีทางแล้วเพื่อบรรเทาความอดอยากในเบงกอล"

ที่มา: CNN, Aljazeera, Yourstory