ไทยเจรจากับ Merck ซื้อยารักษาโควิด 200,000 ชุด

วันที่ 04 ต.ค. 2564 เวลา 16:17 น.
ไทยเจรจากับ Merck ซื้อยารักษาโควิด 200,000 ชุด
ขณะที่บางประเทศในเอเชียเริ่มขยับเพื่อทำดีลกันแต่เนิ่นๆ คาดว่าเพื่อเป็นทางเลือกให้กับวัคซีนที่มีน้อย

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานรัฐบาลไทยกำลังเจรจากับบริษัทผู้ผลิตยาในสหรัฐฯ Merck & Co เพื่อซื้อยาต้านไวรัสของบริษัทสำหรับการรักษาโควิด-19 จำนวน 200,000 ชุด

หลายประเทศในเอเชียกำลังตะเกียกตะกายเพื่อกักเก็บยาตัวนี้กันตั้งแต่เนิ่นๆ หลังจากที่ตามหลังประเทศตะวันตกในโครงการฉีดวัคซีนโควิด-19 ซึ่งได้รับผลกระทบจากอุปทานวัคซีนที่จำกัด

เกาหลีใต้ ไต้หวัน และมาเลเซียกล่าวว่ากำลังเจรจาเพื่อซื้อยาของ Merck ในขณะที่ฟิลิปปินส์ซึ่งกำลังทดลองใช้ยาเม็ดตัวนี้ กล่าวว่าหวังว่าผลการศึกษาทดลองในประเทศจะอนุญาตให้เข้าถึงการรักษาได้

ประเทศเหล่านี้หมดปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับการเจรจาซื้อ

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวกับรอยเตอร์ว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังดำเนินการทำข้อตกลงในการจัดซื้อยาต้านไวรัสที่เรียกว่า มอลนูพิราเวียร์หรือโมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir)

ยาเม็ดมอลนูพิราเวียร์ที่ออกแบบมาเพื่อแนะนำข้อผิดพลาดในรหัสพันธุกรรมของไวรัส จะเป็นยาต้านไวรัสชนิดรับประทานชนิดแรกเพื่อจัดการกับโควิด-19

การทดลองทางคลินิกระหว่างกาลระบุว่าสามารถลดโอกาสการรักษาในโรงพยาบาลหรือการเสียชีวิตได้ประมาณ 50% สำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายแรงจากควิด-19

“ขณะนี้เรากำลังดำเนินการเกี่ยวกับข้อตกลงการจัดซื้อกับ Merck ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ … เราได้จองชุดล่วงหน้า 200,000 ชุดนายแพทย์สมศักดิ์กล่าวว่าเขากล่าวว่ายาจะมาถึงในเดือนธันวาคมแม้ว่าข้อตกลงจะขึ้นอยู่กับการอนุมัติขจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาและหน่วยงานกำกับดูแลของไทย

รอยเตอร์ระบุว่าไม่สามารถติดต่อตัวแทนที่สำนักงานของเมอร์คในประเทศไทยได้ในทันที

Merck กล่าวว่า คาดว่าจะผลิตยารักษา 10 ล้านชุดภายในสิ้นปี 2564 มีสัญญาของรัฐบาลสหรัฐในการจัดหามอลนูพิราเวียร์ 1.7 ล้านชุดในราคา 700 ดอลลาร์ต่อชุด

Merck ได้กล่าวว่ามีแผนกำหนดราคายาตามเกณฑ์รายได้ของประเทศ

ในฟิลิปปินส์ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข Maria Rosario Vergeire กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ว่า "เราคิดว่าเราสามารถเข้าถึงยานี้ได้มากขึ้น เพราะเรามีการทดลองทางคลินิกที่ดำดนินการไปควบคู่กัน"

REUTERS/Brendan McDermid/File Photo