พระซวีหยุน ผู้กล้าต่อกรกับอำนาจรัฐ-อลัชชีบิดเบือนธรรมวินัย

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 13:00 น.
พระซวีหยุน ผู้กล้าต่อกรกับอำนาจรัฐ-อลัชชีบิดเบือนธรรมวินัย
ในยุคที่จีนวุ่นวายสับสนจากสงครามกลางเมืองและสงครามต่อต้านญี่ปุ่น มีปูชนียบุคคลผู้หนึ่งกล้าที่เผชิญหน้าอำนาจการเมืองและฝ่ายบิดเบือนหลักธรรม

พระเถระซวีหยุนเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในยุคที่จีนวุ่นวายสับสน แผ่นดินแตกเป็นเสี่ยง จนถูกเย้ยว่าเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย การเมืองมีแต่เรื่องเลวทราม สังคมเสื่อมโทรมลง ศาสนาถดถอย แต่ท่านไม่ยอมให้พุทธศาสนาต้องสิ้นสูญตระเวนบูรณะวัดทั่วจีนมิให้โรยรา เดินทางปฏิบัติธรรมทั่วแผ่นดินนับหมื่นลี้ ปลอบประโลมปวงชนจากยุคแห่งสงคราม และพิทักษ์พระวินัยมิให้ถูกอลัชชีบ่อนทำลายในยุคคอมมิวนิสต์

ตอนที่คอมมิวนิสต์ครองแผ่นดินใหม่ๆ ได้จัดการประชุมสงฆ์ขึ้นชื่อว่า "สังฆะนำสันติสู่แผ่นดิน" ประชุมกันที่วัดกว่างจี้ กรุงปักกิ่ง มีอลัชชีกลุ่มหนึ่งเป็นพวกฝ่ายซ้าย เสนอให้ลดทอนพระวินัยเพื่อที่ภิกษุสงฆ์จะได้หาเลี้ยงชีพมีเหย้ามีเรือนเหมือนฆราวาส เป็น "พระก้าวหน้า" เหมือนญี่ปุ่น

พระเถระซวีหยุนไม่ยอมเด็ดขาด ท่านคัดค้านถึงที่สุด จนพวกอลัชชีต้องยอมถอย แม้แต่เหมาเจ๋อตงกับโจวเอินไหลก็ต้องยอมคล้อยตามท่าน พุทธศาสนาในจีนจึงรอดพ้นจากความเสื่อมถอยแห่งวินัยเหมือนที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น

ในช่วงเวลาที่หมิ่นเหม่จากภัยการเมือง ท่านยังพยายามที่จะเผยแพร่พระวินัยและบวชสงฆ์ให้ถูกต้องตามวินัยที่สุด จัดการบวชครั้งหนึ่งในยุคซ้ายพิฆาตขวา มีผู้ขอบวชมากมายโดยไม่เกรงกลัวฝ่ายซ้ายแม้สถานการณ์จะอันตรายมาก แต่ท่านก็ยังแอบบวชได้อีกหลายร้อย แม้จะบวชได้ไม่หมดทุกคน ท่านยังสอนว่าให้ปฏิบัติตามศีลในพรหมชาลสูตร ถือว่าได้ "บวชตัวเอง" แล้ว

ธรรมบรรยายเรื่องปลายพระศาสนา

พระเถระซวีหยุนเคยแสดงธรรมบรรยายเรื่อง "ปลายพระศาสนา" เอาไว้ในช่วงหลังจากที่จีนเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว จะขอยกบางส่วนมาให้อ่านกัน

"เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสำหรับพุทธศาสนานี้เป็นยุคปลายพระศาสนา (ม่อฝ่าซื่อ) และด้วยเหตุนี้การปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ถูกต้องจึงตกอยู่ในอันตรายที่จะสิ้นสูญไปในหมู่ชาวจีน (และผู้คนทั่วโลก) ทั้งนี้เนื่องจากผู้ที่ปฏิบัติตามสัทธรรมปฏิรูปมีส่วนโดยตรงต่อการทำลายธรรมที่จริงและธรรมมที่แท้ คำสอนของพระพุทธเจ้ากำลังใกล้จะสิ้นสูญ"

"พระพุทธธรรมอันเก่าแก่ได้รับความเคารพนับถือมาช้านาน และแม้ในยุคปลายพระศาสนานี้ก็ยังมีความหวังอยู่ แต่สิ่งเหล่านี้อยู่ภายใต้การคุกคามจากความเสื่อมถอยของการปฏิบัติทางพุทธศาสนาโดยทั่วไป ผู้คนไม่เข้าใจธรรมะที่แท้จริงและนำคำสอนของพระพุทธเจ้าไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง วัฏฏะของการเกิดและการตาย (และการเกิดใหม่) จะดำเนินต่อไปเนื่องจากความเสื่อมของธรรมและการขาดความเข้าใจที่แท้จริงของพระสูตร ในเวลานี้มีกบรรพชิตบางรูป (ทั้งภิกษุและภิกษุณี) แต่งงานกันและจีวรเป็นเสื้อผ้าสีขาวของฆราวาส นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงแม้แต่กับพระสงฆ์ระดับสูงผู้ที่สวมชุดขาวจนแยกกันไม่ออกจากฆราวาส ในขณะที่พระสงฆ์ที่ปฏิบัติตามธรรม (และจีวรที่เหมาะสมและดำเนินชีวิตตามพระวินัย) ก็ถูกผลักไสให้มีสถานะต้อยต่ำลง"

"เมื่อสองปีก่อนอาตมาได้เข้าร่วมการประชุมครั้งแรกของสมาคมพุทธศาสนาแห่งประเทศจีนซึ่งทุกคนได้สนทนาธรรมกัน ประเด็นหลักที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การประพฤติปฏิบัติธรรมที่ทุจริตของชาวพุทธบางกลุ่มที่ทำลายคำสอนของพระพุทธเจ้าจากภายในและทัศนคติของรัฐบาลที่มีต่อพระพุทธศาสนาในแง่ของการปฏิบัติที่ผิดเพี้ยน - นี่คือสาเหตุที่รัฐบาลส่งตัวแทนเข้าร่วม ในการประชุมครั้งนี้ สาวกของพระพุทธเจ้าจำนวนมากเข้าร่วมและได้รับการสนับสนุนให้แสดงความคิดเห็น มีการเสนอว่าศีลของพระโพธิสัตว์ตามที่สอนในพรหมชาลสูตร (ฟ่านหว่างจิง) คำปฏิญาณที่มีอยู่ในจตุรภาควินัย (ซื่อเฟินลวื่อ) พิสุทธิศีลของพระฌานาจารย์ไป่จ้าง (ไป่จ้าง ชิงกุย) และศีลวินัยทางพระพุทธศาสนาที่กำหนดไว้ทั้งหมดควรถูกยกเลิกเพราะมันก่อให้เกิดอันตรายต่อเยาวชนและเป็นอันตรายต่อความเป็นอยู่ที่ดีของชายและหญิง"

"นอกจากนี้ยังเสนอว่าควรปฏิรูปคณะสงฆ์ที่อุปสมบทแล้วและไม่สวมจีวรตามประเพณีของภิกษุและภิกษุณีอีกต่อไป เหตุผลสำหรับข้อเสนอแนะเหล่านี้ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่าการปฏิบัติทางพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของลัทธิอนุรักษ์นิยมศักดินาที่ล้าหลัง และแท้จริงแล้วประเด็นนี้เกี่ยวกับเสรีภาพทางศาสนา มีการเสนอว่างภิกษุและภิกษุณีควรได้รับอนุญาตให้แต่งงานกัน สามารถดื่มสุราและกินเนื้อสัตว์และปราศจากข้อกำหนดทางวินัยใดๆ ทันทีที่อาตมาได้ยินคำเหล่านี้อาตมามีปฏิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรงทันทีและไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของพวกเขา อาตมาดูแคลนคำแนะนำเหล่านี้"

"อาตมาแนะนำว่าควรละทิ้งความคิดนี้ ไม่ใช่ละทิ้งจีวรแบบดั้งเดิมของพระภิกษุและภิกษุณีในพระพุทธศาสนา หากภิกษุและภิกษุณีไม่สวมจีวรที่แตกต่างอย่างชัดเจน ก็จะไม่มีทางแยกฆราวาสจากสงฆ์ที่ปฏิบัติตามคำปฏิญาณ (พระวินัย) รัฐบาลรับฟังคำพูดของอาตมาและเห็นด้วยกับที่อาตมาไม่เห็นด้วยกับเรื่องทั้งหมดนี้ พวกเขาตกลงกันต่อไปว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาและจะปล่อยให้พระวินัย (และข้อบังคับอื่น ๆ) ตามที่มีไว้เพื่อให้พระสงฆ์ทั้งหมดปฏิบัติตาม ข้อตกลงระหว่างอาตมากับรัฐบาลนี้ป้องกันไม่ให้พระพุทธศาสนา (และคณะบรรพชิต) ในจีนตกอยู่ในสภาพแห่งการทำลายตนเอง แม้ว่าอาตมา - ซวีหยุน - จะเป็นพระชราที่มีความสามารถเพียงเล็กน้อย แต่อาตมาก็จัดการได้โดยการพูดความจริงเพื่อรักษาพระพุทธธรรมและป้องกันการทำลายล้างผ่านการปฏิรูปทางการเมืองที่ไม่จำเป็น

วิถีเคร่งครัดของพระวัดเจินหรู

วัดเจินหรูซื่อ เป็นวัดนิกายฉาน (นิกายเซน) ตั้งอยู่บนเขาหยุนจู มณฑลเจียงซี เคยรุ่งเรืองสมัยราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ่ง ต่อมาโรยราลง ทั้งยังถูกทำลายอย่างหนักช่วงสงครามต่อต้านญี่ปุ่นครั้นถึงยุคปลดปล่อย ราวปี 2496 - 2497 พระเถระซวีหยุน ซึ่งขณะนั้นอายุได้ 117 ปีแล้ว เดินทางมาพำนักที่นี่ แล้วเริ่มบูรณะครั้งใหญ่

วัดนี้เป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการฟื้นฟูพุทธศาสนายุคปลดปล่อย (ก่อนจะชะงักไปในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม) ปัจจุบันก็ยังคงรักษาธรรมเนียมของนิกายฉานยุคก่อนปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง (ชิงฉาน - นิกายฉานสมัยราชวงศ์ชิง) อย่างเคร่งครัด มีวัตรปฏิบัติเข้มงวด และถือตามคำสอนของพระเถระซวีหยุน นับเป็นสายธารอมตธรรมท่ามกลางทะเลทรายแห่งวัตถุนิยมโดยแท้

สมัยที่พระเถระซวีหยุนยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะตื่นจากจำวัดตอนตี 2 นั่งวิปัสสนาถึงตี 3 ครึ่ง จากนั้นชำระล้างร่างกาย ใช้น้ำอุ่นกลั้วในปากแล้วบ้วนรดผ้าเช็ดหน้า จากนั้นนำผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดตาก่อนแล้วค่อยเช็ดใบหน้า ท่านว่าช่วยรักษาสายตาและทำให้มองเห็นชัด เสร็จแล้วไปทำวัตรเช้า จากนั้นนั่งวิปัสสนาในกุฏิ เมื่อถึงเวลาท่านจะออกมาร่วมฉันเช้า 6 โมงเช้า เริ่มสอนธรรม 2 ชั่วโมง 8 โมงเช้าท่านอ่านจดหมายที่ส่งมานับร้อยฉบับ แล้วตอบฉบับที่เห็นว่าสำคัญ ต้อนรับผู้มาเยือนวันหลายๆ คน เวลาที่เหลือมีกิจการงานให้ทำมาก พอๆ กับการปฏิบัติธรรรม ท่านจะจำวัดตอนเที่ยงคืน แล้วตื่นขึ้นมาหลังจำได้เพียง 2 ชั่วโมง ดังนี้

ทุกวันนี้ วัดเจินหรูซื่อ ก็ยังมีธรรมเนียมปฏิบัติดังเดิม เริ่มสวดปลุกตีกลองเช้าตอนตี 3.45 ทำวัตรตี 4.15 ฉันเช้า 6.00 เดินจงกรม 7.15 โมง นั่งวิปัสสนา 7.30 โมง จากนั้นทำงานในไร่บ้าง ตัดไม้ฟืนบ้าง เก็บใบชาบ้าง แล้วพัก ถึง 11.30 ฉันเพล 12.15 วิปัสสนาทั้งนั่งและเดิน บ่าย 2.40 ทำวัตรบ่าย แล้วเริ่มทำงานอีก 5.30 โมงเย็น เดินจงกรม 5.45 โมงเย็นนั่งวิปัสสนา ทุ่มครึ่งฉันบะหมี่รองท้อง ราวสองทุ่ม - สามทุ่ม วิปัสสนาทั้งนั่งและเดิน - จะเห็นได้ว่า พระที่นี่ไม่มีเวลาทำอย่างอื่นนอกจากทำงานเลี้ยงวัดและปฏิบัติธรรม เป็นวิถีแห่งนิกายฉานอย่างแท้จริง

แต่เดิมนั้นพระในจีนไม่ต้องไม่ต้องปลูกผัก ทำไร่เลี้ยงตัวเอง ออกบิณฑบาตเป็นวัตร แต่ในรัชสมัยของพระเจ้าถังอู่จงเกิดการกวาดล้างพุทธศาสนาครั้งใหญ่ นิกายอื่นๆ ที่ได้รับการอนุเคราะห์จากสาธุชนล้วนแต่พินาศเกือบหมดสิ้่น มีแต่นิกายฉานสายพระเถระไป่จ้างเท่านั้นที่ยืนหยัดอย่างเข้มแข็ง เพราะท่านเป็นผู้ริเริ่มหลักการพึ่งพาตัวเอง ท่านเองยังกล่าวอมตวาจาไว้ว่า "วันไหนไม่ทำงาน วันนั้นไม่กินอาหาร" พระเถระไป่จ้างยังวางหลักเกณฑ์วัตรปฏิบัติของนิกาย ซึ่งพระเถระซวีหยุน นำมาปรับปรุงใช้ในภายหลังด้วย

พระเถระซวีหยุนแม้มีฐานะสูงส่ง แต่ก็ยังทำงานอย่างแข็งขัน มีครั้งหนึ่งพระหัวหน้าครัวไปตัดฟืนบนเขา แต่รู้สึกว่าหนักเกินแบกจึงทิ้งไว้ 2 ใน 3 นำกลับมาแค่ 1 ท่อน แต่แล้วมีผู้พบว่า พระเถระซวีหยุนแบกกลับลงมาทั้ง 2 ท่อนอย่างน่าอัศจรรย์ทั้งที่ท่านอายุ 100 กว่าปีแล้ว เมื่อพระหนุ่มช่วยกันยกไม้ท่อนหนึ่งไปชั่ง พบว่าเพียงท่อนเดียวยังหนักเกือบ 100 กิโลกรัมเข้าไปแล้ว!

เรื่องราวเหนือโลกของพระเถระ

เรื่องราวอัศจรรย์เกี่ยวกับท่านมีมากมายนัก เกินกว่าจะเล่าได้หมด

ในเวลาท่านเทศนาธรรมที่หนยุนจู พวกอีกาบนเขาจะพากันลงมาฟังธรรมท่านจะมืดฟ้ามัวดินแทบไม่มีทางเดิน เมื่อท่านแสดงธรรมจบแล้ว พวกมันจะบินกลับไปบนเขาหยุนจูตามเดิม มีอยู่ครั้งหนึ่งอากาศร้อนจัดแดดจ้า พวกศิษย์พาท่านขึ้นเสลี่ยงขึ้นเขา ไม่นานมีฝูงอีกามาบินเหนือศีรษะท่านกลุ่มใหญ่จนเป็นเงาบังแสงแดด ทุกครั้งที่วางเสลี่ยงลงพวกมันจะบินไป แต่เมื่อหามเสลี่ยงขึ้นก็จะพากันมาบังแดดให้ท่านอีกอย่างน่าพิศวง

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พระเถระซวีหยุนเดินทางไปพำนักที่วัดหย่งเฉวียน ภูเขากู่ซาน มณฑลฝูเจี้ยน ปีนั้นท่านถ่ายทอดพระวินัย เป็นการสืบทอดพระศาสนาครั้งใหญ่ เกิดเหตุประหลาดขึ้น ต้นปรงคู่ อายุกว่า 1,000 ปี ต้นหนึ่งปลูกโดยหมิ่นอ๋อง ต้นหนึ่งปลูกโดยบูรพาจารย์สมัยถัง กลับมีดอกเบ่งบานขึ้น เป็นครั้งแรกในรอบ 1,000 ปี น่าอัศจรรย์นัก

หลังผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ครบปี ท่านได้รับเชิญไปงานบำเพ็ญกุศลให้ดวงวิญญาณผู้วายชนม์จากสงคราม งานจัดขึ้นที่วัดลิ่วหรง ที่เมืองกว่างโจว มีผู้เข้าร่วมถึง 100,000 คน เมื่อพระเถระขึ้นธรรมาสน์ที่วิหารทิศอุดร จู่ๆ ต้นท้อก็ผลิดอกบานโดยพลันทั้งที่อยู่นอกฤดูใบไม้ผลิทั้งๆ ที่เป็นฤดูใบไม้ร่วงแล้ว นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่ง

ปี 1934/35 ท่านเคยไปถ่ายทอดพระโพธิสัตว์ศีลที่วัดหนานหัว ที่กว่างตง วัดของบูรพาจารย์ฮุ่ยเหนิง จู่ๆ มีเสือตัวหนึ่งมาที่วิหารเหมือนจะมารับศีลด้วย ผู้คนหวาดกลัวมาก แต่ท่านสอนให้มันรับไตรสรณคมน์ เสือก็นิ่งไม่ได้ทำอันตรายใคร แล้วก็หนีไป

ภูมิธรรมของพระเถระซวีหยุนนั้นผู้คนทั้งแผ่นดินยอมรับ แม้แต่เจียงไคเช็กที่เป็นคริสเตียนก็นับถือท่าน มักส่งจดหมายมาถามเรื่องข้อธรรมทางโลกและแลกเปลี่ยนเรื่องหลักศาสนาคริสต์

ครั้งหนึ่งช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 1945 ก่อนที่สงครามจะสิ้นสุดในฤดูหนาว เจียงไคเช็กมาพบท่าน แล้วถามว่าสงครามต่อต้านญี่ปุ่นในแถบนี้เป็นอย่างไรบ้าง? ท่านมิได้ตอบ แต่หยิบกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่ง พับ 3 ครั้ง แล้วตัด 3 ครา จากนั้นโยนทิ้งไป ปรากฎว่ากระดาษทั้ง 3 แผ่นมีสัญลักษณ์ธงนาซี ญี่ปุ่น และอิตาลี

แม้ท่านไม่ตอบ (ตรงคำถาม) ก็พอทราบว่าหมายถึงอะไร

มรณกรรมและพยากรณ์เหตุวุ่นวายในจีน

ปี 2501 พระเถระซวีหยุนกล่าวว่า อีกไม่นานท่านจะจากไป เมื่อท่านจากไปแล้วแผ่นดินจีนจะตกอยู่ในกลียุคนาน 10 ปี สร้างความทุข์เข็ญเหลือประมาณ (หมายถึงการปฏิวัติวัฒนธรรม) ครั้นถึงปี 2502 ท่านล้มป่วยลง วันที่ 12 ตุลาคม หรือ 1 วันก่อนละสังขาร ท่านสั่งสอนบรรดาศิษย์ว่า

"ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ในกระท่อมมุงจาก เที่ยวจาริกธุดงค์ หรือจำอยู่ในวัดวาอาราม จงรักษากาสายะนี้ไว้เป็นธงชัยแห่งศรัทธา ถามว่าจะรักษาพระธรรมวินัยไว้อย่างไร? ก็ด้วยเพียงหนึ่งเท่านั้น คือ "ศีล" รักษาธรรมด้วยพระวินัย"

จากนั้นท่านพนมมือบอกให้บรรดาศิษย์รักษาเนื้อรักษาตัว แล้วศิษย์ออกจากห้องไป ครั้นถึงเวลาบ่ายกว่าๆ ของวันที่ 13 ตุลาคม 2502 ศิษย์เข้าไปในกุฏิท่าน จึงพบว่า พระเถระซวีหยุน มรณภาพแล้ว ที่วัดเจินหรูซื่อ สิริอายุได้ 119 ปี

โดย กรกิจ ดิษฐาน