posttoday

จับตาสถานการณ์สิงคโปร์ ระดมฉีดวัคซีนแต่ทำไมติดเชื้อยังพุ่ง

01 กันยายน 2564

สิงคโปร์พบป่วยโควิดพุ่งแม้ระดมฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 80% แต่ส่วนใหญ่อาการไม่หนัก

วันนี้ (1 ก.ย.) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าสิงคโปร์พบผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ในท้องถิ่นอยู่ที่ 156 รายซึ่งเป็นจำนวนสูงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค. หรือสูงสุดในรอบเกือบ 6 สัปดาห์

แม้ว่าจะมีการฉีดวัคซีนครบ 2 โดสไปแล้วกว่า 80% ของประชากรทั้งหมดราว 5.7 ล้านคน ซึ่งนับว่าเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงที่สุดในโลก โดยมีวัคซีนของ Pfizer และ Moderna เป็นวัคซีนหลัก แต่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในสิงคโปร์กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นแต่ผู้ป่วยหนักมีน้อย โดยข้อมูลล่าสุดในวันนี้มีผู้ป่วยต้องการออกซิเจน 19 ราย และผู้ป่วยอาการหนักเพียง 5 ราย

สิงคโปร์กำลังเร่งฉีดวัคซีนเพื่อรองรับแผนการเปิดประเทศ เนื่องจากเศรษฐกิจที่หดตัวถึง 5.4% ในปีที่แล้วทำให้สิงคโปร์ต้องการเปิดประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยคาดว่าในปีนี้เศรษฐกิจจะเติบโต 6% ถึง 7%

ทั้งนี้ สิงคโปร์ได้มีการประกาศก่อนหน้านี้ว่าจะเรียนรู้ที่จะ "อยู่ร่วมกับโควิด-19" หลังจากที่ออกมาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มงวดเพื่อพยายามให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงเหลือศูนย์

แต่พบว่า "เป็นไปไม่ได้" เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ อีกทั้งวิธีนี้ยังไม่ยั่งยืนในระยะยาว และยังเสี่ยงที่สิงคโปร์ในฐานะฮับด้านการค้าขายจะตามไม่ทันเมืองศูนย์กลางด้านการเงินอื่นที่เริ่มเปิดประเทศแล้ว

ออง ยี คัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์กล่าวก่อนหน้านี้ว่า "ข่าวร้ายคือโควิด-19 อาจไม่หายไป แต่ข่าวดีคือเราจะใช้ชีวิตตามปกติกับมันได้"

นายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง ของสิงคโปร์ชี้ว่า "เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงเหลือศูนย์ แม้ว่าจะล็อกดาวน์เป็นเวลานานก็ตาม" พร้อมย้ำว่าสิงคโปร์จะเปิดประเทศและผ่อนปรนมาตรการอย่างค่อยเป็นค่อยไปและระมัดระวัง

โดยสิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ในภูมิภาคนี้ที่เปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง โดยนับตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไปจะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวจากเยอรมนีและบรูไนที่ฉีดวัคซีนแล้ว สามารถเดินทางเข้าสิงคโปร์ได้โดยไม่ต้องกักตัว

แม้จะเปิดประเทศแต่สิงคโปร์จะยังคงมาตรการควบคุมโรคบางอย่างไว้ อย่างเช่น บังคับสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ จำกัดจำนวนคนในการรวมกลุ่ม และการใช้แอปพลิเคชันติดตามผู้เสี่ยงสัมผัสโรค (contact tracing)

ก่อนหน้านี้สิงคโปร์ยังได้มีการประกาศผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโรค รวมถึงอนุญาตให้พนักงานกลับเข้าทำงานที่บริษัทได้อีกครั้ง

แนวทางของสิงคโปร์จึงไม่ใช่การพยายามลดจำนวนผู้ติดเชื้อให้เป็นศูนย์ แต่จะเน้นไปที่การระดมฉีดวัคซีน, ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ, ให้ความสนใจกับผู้ติดเชื้อที่อาการหนัก, กลับสู่การใช้ชีวิตปกติแต่ขอความร่วมมือให้ประชาชนมีความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงการวางแผนวัคซีนล่วงหน้าระยะยาว

"สิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ดีที่ออสเตรเลียต้องให้ความสนใจ เพราะเราอาจจะอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน เราต้องเปิดใจ และเราต้องรับมือกับโควิด-19 เสมือนกับโรคประจำถิ่น" นายแพทย์ปีเตอร์ คอลลิกนอน จากโรงพยาบาลแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย

เช่นเดียวกับสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นอีกประเทศที่ผ่อนคลายข้อจำกัดและมาตรการควบคุมโรค แม้ว่าผู้ติดเชื้อรายวันยังคงทะลุหลักหมื่นราย

เมื่อเทียบกับที่อื่นๆ อย่างนิวซีแลนด์หรือไต้หวันซึ่งประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ก็ยังคงตัดสินใจที่จะปิดต่อไป

ขณะที่อิสราเอลซึ่งมีประชากรที่ได้รับวัคซีนครบแล้วกว่า 60% ก็ได้กลับมาบังคับใช้มาตรการควบคุมโรคอย่างการสวมหน้ากากอนามัย และบังคับให้ผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศต้องกักตัว หลังจากที่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจำนวนมากจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

Photo by Roslan RAHMAN / AFP

ข่าวล่าสุด

อุบัติเหตุ 1 ครั้ง เปลี่ยนพฤติกรรมคนขับได้จริงไหม? มุมจิตวิทยาที่ควรรู้