CDC เตือนเดลตาทำอาการหนัก ระบาดง่ายเหมือนอีสุกอีใส

วันที่ 30 ก.ค. 2564 เวลา 12:00 น.
CDC เตือนเดลตาทำอาการหนัก ระบาดง่ายเหมือนอีสุกอีใส
CDC สหรัฐเตือนเดลตาทำให้ผู้ป่วยอาการหนักขึ้นและแพร่ระบาดง่ายเหมือนอีสุกอีใส

สำนักข่าว Washington Post รายงานโดยอ้างเอกสารภายในของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ที่ระบุว่า ดูเหมือนว่า Covid-19 สายพันธุ์เดลตาจะทำให้อาการผู้ป่วยรุนแรงขึ้นและแพร่กระจายได้ง่ายเหมือนกับอีสุกอีใส

โดยผู้ที่ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้อีก 8-9 คน ขณะที่ผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมแพร่เชื้อเหมือนไข้หวัดทั่วไปคือ ทำให้คนอื่นติดเชื้อได้เฉลี่ย 2 คน

เอกสารของ CDC ยังอ้างข้อมูลที่ได้จากการสอบสวนการแพร่ระบาดและการวิจัยจากภายนอกซึ่งยังไม่มีการเผยแพร่ว่า ผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วและติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาอาจแพร่เชื้อได้ง่ายเท่ากับผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนแล้วติดเชื้อ เนื่องจากผู้ป่วยที่ฉีดวัคซีนแล้วมีปริมาณไวรัสในร่างกายเท่ากับผู้ป่วยที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน

ซึ่งประเด็นนี้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐบาลกลางเผยกับ Washington Post ว่า เป็นประเด็นหลักที่ทำให้ CDC เปลี่ยนคำแนะนำให้ชาวอเมริกันที่ฉีดวัคซีนแล้วกลับมาสวมหน้ากากอนามัยเมื่อวันอังคาร (27 ก.ค.)

เอกสารยังระบุอีกว่า คาดว่าจากนี้จะมีการติดเชื้อในกลุ่มผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้ว และตัวเลขน่าจะเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากขณะนี้มีผู้ฉีดวัคซีนแล้วจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของสิงคโปร์ที่พบว่า 75% ของผู้ติดเชื้อรายใหม่เกิดขึ้นในกลุ่มผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วทั้งเข็มเดียวและสองเข็ม

CDC ยังแนะนำว่า ทางการต้องสื่อสารชี้แจงเรื่องนี้กับประชาชนให้ชัดเจนเพื่อสร้างความมั่นใจในประสิทธิภาพของวัคซีน

อย่างไรก็ดี เอกสารของ CDC ยืนยันว่า คนที่ฉีดวัคซีนแล้วปลอดภัยกว่า และวัคซีนลดความเสี่ยงที่จะป่วยหนักหรือเสียชีวิต 10 เท่า และลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ 3 เท่า

“วัคซีนป้องกันอาการรุนแรงได้มากกว่า 90% แต่ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อหรือแพร่เชื้ออาจลดลง ดังนั้นจึงมีการติดเชื้อในกลุ่มที่ฉีดวัคซีนแล้วและการแพร่เชื้อในชุมชนแม้จะฉีดวัคซีนแล้วก็ตาม” เอกสารระบุ

หลังจากเอกสารดังกล่าวถูกเผยแพร่ โรเชลล์ วาเลนสกี ผู้อำนวยการ CDC ยืนยันว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารจริง และ CDC มีกำหนดจะเผยแพร่เอกสารนี้ในวันนี้ (30 ก.ค.) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนคำแนะนำให้ชาวอเมริกันกลับมาสวมหน้ากากอนามัยที่ประกาศเมื่อ 2 วันก่อนหน้านี้

Photo by Kena Betancur / AFP