สื่อวิทยาศาสตร์ระดับโลกตีข่าววัคซีนจุฬา mRNA รายแรกของอาเซียน

วันที่ 01 มิ.ย. 2564 เวลา 12:29 น.
สื่อวิทยาศาสตร์ระดับโลกตีข่าววัคซีนจุฬา mRNA รายแรกของอาเซียน
วารสารวิชาการชั้นนำของโลกเผยบทสัมภาษณ์ผู้ผลิตวัคซีนโควิดชนิด mRNA ตัวแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากประเทศไทย

วารสารเนเจอร์ (Nature) หนึ่งในวารสารวิชาการทางวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกนำเสนอวัคซีนต้านโควิด-19 ที่ผลิตโดยใช้เทคโนโลยี mRNA ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากประเทศไทยซึ่งกำลังจะดำเนินการทดลองในมนุษย์และหากประสบความสำเร็จไทยอาจเป็นซัพพลายเออร์ที่สำคัญของวัคซีน mRNA ในเอเชีย

โดยศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีนคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เปิดเผยถึงการพัฒนาวัคซีนตัวดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า "จุฬาคอฟ19" (ChulaCov19) ผลิตโดยใช้เทคโนโลยี mRNA เช่นเดียวกับไฟเซอร์ (Pfizer) และโมเดอร์นา (Moderna)

แรงบันดาลใจในการพัฒนาวัคซีน

ศ.นพ.เกียรติ เปิดเผยว่า "ในช่วงการระบาดของไข้หวัดใหญ่ H1N1 ในปี 2552-2553 ประเทศไทยต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งปีกว่าจะได้รับวัคซีน เราต้องการพัฒนาและผลิตวัคซีนของเราเองเพื่อที่ว่าเมื่อเกิดการระบาดใหญ่ครั้งใหม่เราจะไม่ต้องรอ เป้าหมายของเราคือผลิตสินค้าให้เพียงพอสำหรับประเทศไทย และอาจรวมถึงเพื่อนบ้านด้วยในราคาที่เหมาะสม"

ทำไมจึงใช้เทคโนโลยี mRNA

ศ.นพ.เกียรติก่อตั้งห้องปฏิบัติการวิจัยวัคซีนมานานกว่า 10 ปีแล้ว และได้พัฒนวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก โรคฉี่หนู และมะเร็งโดยใช้เทคโนโลยีต่างๆ มากมาย โดยวัคซีน mRNA ข้อดีคือสามารถผลิตได้เร็วกว่าและสามารถผลิตได้ในปริมาณมาก ซึ่งช่วยลดต้นทุนในระยะยาว และสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วโดยใช้ข้อมูลเกี่ยวกับลำดับจีโนมของไวรัส ซึ่งหมายความว่าเราไม่ต้องรอจนกว่าสายพันธุ์ที่เกิดใหม่จะเข้าสู่ประเทศไทยเพื่อเริ่มพัฒนาวัคซีนต่อต้านไวรัสเหล่านี้

ความคืบหน้าของโครงการ

จุฬาคอฟ19 ได้แสดงผลลัพธ์ที่น่าพึงพอในในการทดลองในสัตว์ทดลอง ซึ่งได้วางแผนที่จะเริ่มทดลองในมนุษย์ระยะที่ 1 ในเดือนมิถุนายน และกำลังพัฒนาวัคซีนรุ่นต่อไปเพื่อต่อต้านไวรัสสายพันธุ์ B.1.351 และ B.1.1.7 รวมทั้งยังจับตา B.1.617 อย่างใกล้ชิด

แผนการทดลองวัคซีน

การทดลองในระยะที่ 1 จะใช้อาสาสมัครประมาณ 100 คนเพื่อหาขนาดยาที่เหมาะสมเพื่อสร้างการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่ดี โดยวางแผนที่จะผลิตวัคซีนร่วมกับบริษัท BioNet-Asia ภายในเดือนกันยายน หากคุณภาพและผลลัพธ์ของวัคซีนออกมาเป็นที่น่าพอใจก็หวังว่าจะได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลและนักลงทุน

สำหรับการทดลองในระยะที่ 2 จะทดสอบความสอดคล้องของการตอบสนองในอาสาสมัคร 200-300 คน จากนั้นจึงประเมินความปลอดภัยของวัคซีนในกลุ่มตัวอย่างประมาณ 5,000 คน และเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนจำเป็นต้องดำเนินการทดลองกับอาสาสมัครหลายหมื่นคนในการทดลองระยะที่ 3

อย่างไรก็ตามองค์การอนามัยโลก สถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา และองค์กรอื่น ๆ ทั่วโลกกำลังทำงานเพื่อกำหนดระดับของแอนติบอดีที่วัคซีนควรก่อให้เกิดเพื่อให้การป้องกันที่เพียงพอ และสามารถใช้ในการประเมินประสิทธิภาพของวัคซีนได้โดยไม่ต้องทำการทดลองระยะสุดท้าย เช่นเดียวกับที่ทำกันโดยทั่วไปสำหรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดใหม่

ซึ่งขณะนี้ทางศูนย์วิจัยได้ขอให้สิงคโปร์และมาเลเซียส่งตัวอย่างเลือดของผู้ที่ฉีดวัคซีนของไฟเซอร์ (Pfizer) ขณะที่ทางศูนย์วิจัยเก็บตัวอย่างเลือดจากผู้ที่ฉีดวัคซีนของแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) และซิโนแวค (Sinovac) ในประเทศไทย

หากพบว่าจุฬาคอฟ19 สร้างภูมิคุ้มกันได้เท่ากันหรือดีกว่าหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศไทยอาจอนุมัติใช้ในกรณีฉุกเฉินโดยไม่ต้องมีผลการทดลองระยะที่ 3

Photo by STEPHANE DE SAKUTIN / AFP