ไบเดนประกาศกร้าวสหรัฐจะชนะจีนในศตวรรษที่ 21

วันที่ 29 เม.ย. 2564 เวลา 11:43 น.
ไบเดนประกาศกร้าวสหรัฐจะชนะจีนในศตวรรษที่ 21
ไบเดนแถลงครั้งแรกต่อสภาคองเกรส เนื้อหาสำคัญยังเน้นไปที่การแข่งขันกับจีน  

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐแถลงต่อสภาคองเกรสเป็นครั้งแรกในโอกาสที่ทำงานครบ 100 วัน สำหรับนโยบายกับต่างประเทศนั้นเน้นไปที่คู่แข่งสำคัญอย่างจีน โดยกล่าวว่า “เรากำลังแข่งขันกับจีนและประเทศอื่นเพื่อคว้าชัยชนะในศตวรรษที่ 21”

ไบเดนกล่าวอีกว่า ประธานาธิบดี สีจิ้นผิงกระตือรือร้นอย่างหนักที่จะทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่สำคัญที่สุดในโลก และยังเอ่ยถึงคำพูดก่อนหน้านี้อีกว่าตัวเขาเชื่อว่าสหรัฐและจีนจะสามารถร่วมมือกันได้ เช่น การรับมือกับภาวะโลกร้อน แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความขัดแย้งได้

นอกจากนี้ยังเอ่ยถึงการแข่งขันทางเศรษฐกิจกับจีนว่า จีนและประเทศอื่นขยับเข้าใกล้สหรัฐมากขึ้น เนื่องจากขณะนี้สหรัฐใช้เงินเพียง 1% ของจีดีพีในการวิจัยและพัฒนา และย้ำว่าจีนต้อง “เล่นด้วยกฎเดียวกัน” กับประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจอื่น ไม่ว่าจะเป็นการค้าไปจนถึงค่าเงิน นโยบายด้านอุตสาหกรรม และการลงทุนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

“สหรัฐจะไม่ทนกับการทำการค้าที่ไม่เป็นธรรมที่แย่งงานและอุตสาหกรรมของคนอเมริกัน อาทิ การอุดหนุนรับวิสาหกิจ และการขโมยเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาของคนอเมริกัน” ไบเดนกล่าว

ผู้นำสหรัฐเผยอีกว่า สหรัฐจะคงปฏิบัติการทางทหารไว้ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเช่นที่ทำกับนาโตในยุโรปเพื่อป้องกันความขัดแย้งไม่ใช่สร้างความขัดแย้ง

สำหรับกิจการภายในของสหรัฐ ไบเดนกล่าวถึงเรื่องสำคัญหลายเรื่อง อาทิ ความสำเร็จในการฉีดวัคซีนและการอัดฉีดงบประมาณ 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19

ส่วนการเก็บภาษีไบเดนกล่าวว่า “ผมจะไม่ขึ้นภาษีคนที่มีรายได้น้อยกว่า 400,000 เหรียญสหรัฐต่อปี ถึงเวลาที่บริษัทอเมริกันและเศรษฐีอเมริกัน 1% ต้องจ่ายในส่วนที่เหมาะสม” เพื่อนำภาษีเหล่านี้มาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และช่วยคนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง

อีกประเด็นที่สำคัญคือ กฎหมายปฏิรูปตำรวจ โดยไบเดนเรียกร้องให่สภาคองเกรสผ่านร่างกฎหมายปฏิรูปตำรวจให้แล้วเสร็จภายในเดือนหน้าซึ่งตรงกับวันครบรอบ 1 ปีที่ จอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวสีเสียชีวิตเพราะถูกตำรวจใช้เข่ากดคอขณะจับกุม นับเป็นครั้งแรกที่ผู้นำสหรัฐกำหนดเส้นตายเกี่ยวกับกฎหมายนี้

Photo by Melina Mara / POOL / AFP