นักวิทย์ผุดไอเดีย 'นาฬิกาอัจฉริยะ' ช่วยยับยั้งโควิด-19

วันที่ 08 เม.ย. 2564 เวลา 19:00 น.
นักวิทย์ผุดไอเดีย 'นาฬิกาอัจฉริยะ' ช่วยยับยั้งโควิด-19
มาดูกันว่านาฬิกาเรือนนี้จะช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้อย่างไร

ขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วโลกยังคงน่าเป็นห่วงโดยมียอดผู้ติดเชื้อรวมแล้ว 133 ล้านคน ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 2.89 ล้านคน แม้ว่าจะมีการกระจายวัคซีนไปแล้วในหลายประเทศทั่วโลก แต่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากผู้เชี่ยวชาญด้านยาที่กำลังเดินหน้าพัฒนาวัคซีนต้านโรคโควิด-19 แล้วก็ยังมีอีกหลายฝ่ายที่พยายามคิดค้นและพัฒนาตัวช่วยต่างๆ เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดในครั้งนี้

หนึ่งในนั้นคือนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) ชาวอินเดียในสหรัฐ Ravi Teja Yarlagadda และ Lakshmi Sri Surya ได้พัฒนานาฬิกาข้อมือที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI และภาษาโปรแกรมไพทอน (Python) เพื่อตรวจจับโรคระบาดโควิด-19 และแจ้งเตือนหากมีการเข้าใกล้บุคคลในระยะ 6 ฟุตตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลก

2 ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลและระบบเทคโนโลยี AI ได้พัฒนาระบบอัตโนมัติที่สามารถทำงานแบบเรียลไทม์เพื่อคัดกรองโควิด-19 เบื้องต้น โดยจะแจ้งเตือนผู้ใช้ถึงความเป็นไปได้ว่าบุคคลรอบข้างของตนอาจมีอาการป่วยโควิด-19 พร้อมระบบแจ้งเตือนการเว้นระยะห่างทางสังคมอย่างน้อย 6 ฟุต

ผ่านการติดตั้งกล้องอินฟราเรดเพื่อสแกนฝูงชนจำนวนมากรอบทิศทางได้อย่างทันทีทันใด โดยมีความสามารถในการสแกนได้ถึง 200 คนต่อ 1 นาที และชี้ให้เห็นว่าบุคคลนั้นๆ มีอุณหภูมิร่างกายสูงผิดปกติหรือไม่ โดยจะแจ้งเตือนหากพบว่าคนรอบข้างของเรามีอุณหภูมิร่างกายที่สูงเกินกว่า 37 องศาเซลเซียส

นอกจากนี้ในทุกๆ ครั้งที่ผู้ใช้ละเมิดมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมระบบจะมีการบันทึกข้อมูลเหล่านั้น และข้อมูลทั้งหมดในช่วง 72 ชั่วโมงล่าสุดจะถูกจัดเก็บไว้

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่างานวิจัยชิ้นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการยับยั้งจำนวนผู้ป่วยโควิด-19 ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอุปกรณ์นี้จะช่วยให้ผู้ใช้ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้ ซึ่งแน่นอนว่าหากทุกคนมีอุปกรณ์อัจฉริยะเช่นนี้การแพร่ระบาดของโรคก็จะลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้อุปกรณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่จะช่วยตรวจจับโควิด-19 ได้เท่านั้น แต่สามารถนำไปต่อยอดเพื่อใช้งานกับโรคระบาดอื่นๆ ในอนาคตที่มีอาการไข้ร่วมด้วย

Photo by Marco Bertorello / AFP