posttoday

แทคติกรัฐประหารเมียนมา ยึดน้อยๆ แต่อยู่นานๆ

01 กุมภาพันธ์ 2564

ไม่ใช่ครั้งแรกที่กองทัพเมียนมายึดอำนาจ พวกเขาไม่ทำบ่อยเท่ากองทัพไทย แต่ทำไมถึงกุมอำนาจได้นาน?

เมียนมาต่างจากไทยตรงที่เมียนมามีการทำรัฐประหารแค่ 3 ครั้งเท่านั้นนับตั้งแต่ได้รับเอกราชมาเมื่อปี พ.ศ. 2491 ขณะที่ไทยผ่านการรัฐประหารมาถึง 13 ครั้งนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475

ย้ำอีกครั้งว่าเมียนมาเคยผ่านรัฐประหารแค่ 3 ครั้งในช่วง 73 ปีประวัติศาสตร์ยุคใหม่

แต่ไม่ได้หมายความว่ากองทัพเมียนมาไม่เก๋าเท่ากองทัพไทย มันหมายความว่าการเมืองไทยยังมีโอกาสให้ประชาชนและประชาธิปไตยได้ต่อต้านและโค่นล้มระบอบทหาร สลับกันไปสลับกันมา ส่วนเมียนมาทำรัฐประหารครั้งหนึ่งทหารจะอยู่ยาวจนลูกบวช!

ตัวอย่างเช่น การทำรัฐประหารครั้งแรกของเมียนมาคือปี 1962 (พ.ศ. 2505) เมื่อนายพลเนวินยึดอำนาจเปลี่ยนประเทศมาอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหารผสมกับแนวคิดสังคมนิยม เชิดชูแนวคิดวิถีพม่าสู่สังคมนิยมทำการยึดกิจการเอกชนมาเป็นของรัฐ ปกครองประเทศด้วยกฎอัยการศึกนานถึง 12 ปี หลังจากนั้นจึงคลายกฎอัยการศึกแต่ยังปกครองด้วยทหารอยู่ดี

หลังการรัฐประหารแล้วเศรษฐกิจของประเทศตกต่ำอย่างมากจนกลายเป็นประเทศด้อยพัฒนา แต่ในทศวรรษที่ 80 เศรษฐกิจเริ่มจะลืมตาอ้าปากได้แต่ในปี พ.ศ. 2530 จู่ๆ เนวินก็ตัดสินใจยกเลิกธนบัตรบางประเภททำให้เศรษฐกิจที่เริ่มจะดีขึ้นมาทรุดลงไปอีกทำให้เกิดการประท้วงในกลุ่มนักศึกษา กลายเป็นการชุมนุมและการวินาศกรรมที่ท้าทายอำนาจรัฐครั้งใหญ่ครั้งแรกนับแต่รัฐประหารเมื่อ 25 ปีก่อน

การประท้วงทวีความรุนแรงขึ้นจนในวันที่ 8 สิงหาคม 1988 (เหตุการณ์ 8888) การประท้วงถึงขีดสุด เนวินสั่งให้สลายการชุมนุมด้วยการใช้ปืนยิงผู้ชุมนุมบอกว่า "เมื่อทหารยิง ทหารจะยิงเพื่อฆ่า" ทหารยังบุกเข้าไปฆ่าหมอและพยาบาลที่รักษาผู้บาดเจ็บจากการประท้วงอีกด้วย

ถึงแม้ว่าเนวินจะลาออกไปและกระแสการเมืองแบบประชาธิปไตยจะเริ่มก่อตัวขึ้น มีการหารือเพื่อตั้งรัฐบาลร่วมหลายพรรค และยังมีผู้เล่านหน้าใหม่เข้ามาคือ อองซาน ซูจี ที่กระโจนเข้าสู่วงการเมืองครั้งแรกด้วยการปราศรัยกับผู้ชุมนุมและกลายเป็นสัญลัษณ์ของขบวนการประชาธิปไตยในเมียนมานับแต่นั้น

แต่การปะท้วงก็ยังลุกลามจนถึงเดือนกันยายน กองทัพก็บดขยี้ความพยายามของฝ่ายประชาธิปไตย ผู้นำกองทัพที่ก้าวขึ้นมามีอำนาจคือพลเอกอาวุโส ซอมอง ทำการ "ยึดอำนาจ" จากฝ่ายเนวินและตั้วสภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบแห่งรัฐ หรือสลอร์ก (SLORC) ทำการควบคุมสถานการณ์ด้วยการใช้มาตรการที่เข้มงวด ปราบผู้ชุมนุมด้วยความรุนแรง และอ้างว่ากองทัพอำนาจก็เพื่อ "นำความเรียบร้อยและหยุดสถานการณ์ที่เลวร้ายลงที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่ายทั่วประเทศ"

แต่ในทางปฏิบัติทำการปราบปรามอย่างหนักกว่ายุคเนวินเสียอีก ในภายในเวลาแค่สัปดาห์เดียวที่สลอร์กยึดอำนาจมีนักศึกษา พระสงฆ์ นักเรียนถูกฆ่าถึง 1,000 คน และอีก 500 คนถูกฆ่าขณะประท้วงที่สถานทูตสหรัฐในย่างกุ้ง รวมแล้ววิกฤตการณ์ 8888 ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปลายเดือนกันยายนมีผู้สังเวยชีวิตไปถึง 10,000 คน อีกหลายพันคนหนีเข้ามาลี้ภัยในประเทศไทย

แม้จะใช้ไม้แข็งขนาดนี้แล้ว สลอร์กยังพยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบโดยได้ให้คำสัญญาว่าจะจัดการเลือกตั้งในปีหน้า (1989) แต่อองซานซูจีและนักการเมืองคนอื่นๆ ไม่เชื่อว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่เสรีถ้าทหารยังมีอำนาจ

โปรดสังเกตว่าทหารเมียนมาให้สัญญิงสัญญาว่าขอเวลา 1 ปีแล้วจะจัดการเลือกตั้งเหมือนการทำรัฐประหารคราวนี้ (ปี 2020) ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายประชาธิปไตยก็คงไม่ยอมรับอีกเช่นเคย แต่ให้รับรู้ไว้ว่านี่คือแอกชั่นของกองทัพเมียนมาที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยแม้ว่าเวลาจะผ่านมาถึง 33 ปีแล้ว

ปรากฎว่าสลอร์กจัดการเลือกตั้งจริงๆ แต่เป็นปี 1990 แต่ก่อนที่จะจัดเลือกตั้งก็จัดการจับอองซานซูจีควบคุมตัวในบ้านพักเอาไว้ โดยตั้งเงื่อนไขว่าเธอจะเป็นอิสระถ้าเดินทางออกจากประเทศไป แต่ซูจีไม่ยอมทำตามจึงถูกควบคุมตัวไปเรื่อยๆ แม้แต่ในช่วงที่จัดเลือกตั้งปี 1990 ซึ่งปรากฎว่าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ที่เธอร่วมก่อตั้งขึ้นหลังกรณี 8888 ชนะแบบถล่มทลาย

แล้วก็เป็นเหมือนการเลือกตั้งปี 2020 ที่พรรคของซูจีชนะแบบถล่มทลายแล้วก็ถูกกองทัพกล่าวหาว่าโกงและหาเรื่องยึดอำนาจไป ย้อนกลับไปเมื่อปี 1990 ก็เช่นกัน หลังจากที่กองทัพจัดเลือกตั้งแล้วฝ่ายประชาธิปไตยชนะพรรคสายทหาร ฝ่ายทหารก็ไม่ยอมเปิดสภา (เหมือนกับคราวนี้ที่ทำการยึดอำนาจในวันเปิดสภาพอดี)

ในปี 1992 ผู้นำของสลอร์กก็เปลี่ยนตัวจากพลเอก ซอมองมาเป็นพลเอกอาวุโส ต้านชเว ในด้านเศรษฐกิจแล้วสลอร์กดีกว่าระบอบเผด็จการทหารยุคเนวินต้องที่ใช้ระบบทุนนิยมขึ้นมาบ้างไม่ใช่สังคมนิยมที่ล้มเหลวจนประเทศยากจน แต่ในทางการเมืองสลอร์กกดขี่ประชาชนอย่างเลวร้าย

จากข้อกล่าวหาของ Amnesty International ระบุว่าภายใต้การปกครองของต้านชเว มีชาวพม่าจำนวนมากถึงหนึ่งล้านคนถูกส่งไปยังค่ายแรงงานทาสในป่าหรือค่ายแรงงานทาสในชนบทและถูกบังคับให้ใช้แรง รัฐบาลยังกดขี่เสรีภาพในการแสดงความเห็น

มีการกล่าวหาว่ารัฐบาลทหารพม่ากวาดต้อนเด็กซึ่งบางคนอายุน้อยกว่า 10 ขวบมารับการเกณฑ์เป็นทหารในกองทัพ มีรายงานว่ากองทัพเมียนมาข่มขืนสตรีชนกลุ่มน้อยใมนปฏิบัติการโจมตีกองทัพของชนกลุ่มน้อยที่ก่อการในภูมิภาคต่างๆ

การใช้ไม้แข็งเหล่านี้ทำให้เมียนมามีการทำรัฐประหารน้อย แต่ทำแล้วอยู่นาน เพราะใช้การปกครองที่น่าหวาดกลัวทำให้ประชาชนไม่กล้าท้าทายอำนาจของทหารโดยตรงแต่ก็เก็บความไม่พอใจลึกๆ ไว้

นอกจากนี้กองทัพมักสัญญาว่ายึดอำนาจแล้วจะจัดเลือกตั้งเพื่อสถาปนารัฐบาลพลเรือนอีกครั้ง แต่ก็เป็นแค่สัญญาปากเปล่า เพราะประชาธิปไตยที่ทหารประเคนให้นั้นจะต้องมีที่ทางให้ทหารกุมอำนาจต่อไปด้วย และตราบใดที่พรรคของกองทัพไม่ชนะ กองทัพจะไม่มีวันปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามมีอำนาจอยู่ได้นาน

ตัวอย่างเช่น เมื่อปี 1993 ต้านชเวอนุญาตให้มีการประชุมแห่งชาติในเดือนมกราคม แต่ย้ำว่าสภาจะต้องมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลในอนาคตและสามารถระงับการประชุมเป็นครั้งคราว

ปรากฎว่าพอทำแบบนี้พรรค NLD ก็เบื่อหน่ายกับการแทรกแซงจึงวอล์กเอาท์จากสภาไปในปลายปี 1995 และในที่สุดสภาก็ถูกยุบในเดือนมีนาคม 1996 โดยกองทัพมีเหตุผลที่ไม่ต้องร่างรัฐธรรมนูญ และตามมาด้วยการกวาดล้าง NLD อย่างหนักช่วง 2 - 3 ปีหลังจากนั้น

ต่อมาในปี 2005 ทหารเมียนมาทำท่าจะให้ประชาธิปไตยอีกโดย เปิดสภาแห่งชาติขึ้นใหม่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1993 เพื่อพยายามเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ แต่องค์กรและพรรคที่สนับสนุนประชาธิปไตยที่สำคัญรวมถึงสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมโดยทหารอนุญาตให้เลือกเฉพาะพรรคเล็กๆ เท่านั้น สุดท้ายการเปิดสภาถูกปิดไปอีกในปีถัดมา

อองซานซูจีนั้นถูกจับแล้วก็ปล่อย จับแล้วปล่อยอยู่เนืองๆ เช่นเดียวกับท่าทีต่อพรรค NLD เดี๋ยวก็เชิญร่วมตั้งสภาเดี๋ยวก็กีดกัน รวมถึงการสัญญิงสัญญาเรื่องกระบวนการประชาธิปไตย ประเดี๋ยวก็จริงจัง ประเดี๋ยวก็เลิก ท่าทีของกองทัพเมียนมาแบบนี้ทำให้คาดเดาได้ไม่ยากว่าการทำรัฐประหารครั้งล่าสุด ฝ่ายประชาธิปไตยจะโดนลูกไม้แบบเดิมอีก

เช่นเดียวกับการใช้แท็กติก "การปกครองอันน่าสยดสยอง" กองทัพเมียนมามักใช้วิธีการปราบปรามที่รุนแรงกว่ากองทัพไทยหลายขุม เรียกได้ว่าประท้วงใหญ่ๆ แต่ละครั้งต้องมีเสียชีวิตจากการปราบปราม

เช่น การประท้วงเพื่อต่อต้านรัฐบาลทหารพม่าที่นำโดยคณะพระภิกษุสงฆ์ แม่ชี นักศึกษาและประชาชนปี 2007 มีผู้เสียชีวิต 13 - 138 คน (ตัวเลขไม่แน่นอน) และไม่มีการปรานีกระทั่งพระภิกษุซึ่งถูกจับกุมและจำคุกบางองค์นานถึง 68 ปี คือ อู คัมภีระ แต่ถูกปล่อยตัวในเวลาต่อมาหลังการนิรโทษกรรมครั้งใหญ่ปี 2012 เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่ากองทัพเมียนมาพร้อมที่จะบดขยี้ใครก็ตามที่ขวางทางไม่เว้นแม้แต่พระสงฆ์ ซึ่งได้รับความเคารพอย่างสูงในสังคมเมียนมา

ในการประท้วงทหารปี 2007 ยังมีเหตุการณ์คล้ายๆ การรัฐประหารในปีนี้ คือรัฐบาลทหารพยายามตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน - 6 ตุลาคม 2007 แต่ไม่สำเร็จมากนักและยังล่าช้าเพราะการประท้วงเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม ทำให้มีข่าวการกวาดล้างเล็ดรอดออกมาสู่โลกภายนอกเป็นจำนวนมาก

แต่ในการทำรัฐประหารครั้งนี้ สิ่งที่กองทัพเมียนมาทำอย่างแรกๆ คือลดความเร็วสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทำให้หลังจากที่มีการรายงานข่าวโดยรอยเตอร์ซึ่งเป็นสำนักข่าวแรกที่เปิดเผยข่างการทำรัฐประหาร เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นก็ไม่มีข่าวออกมาอย่างขนานใหญ่ มีเพียงข้อมูลที่ถูกปล่อยออกมาแบบกระปริบกระปรอย

หากมีการตัดสัญญาณระยะยาวและมีการกวาดล้างฝ่ายต่อต้าน โลกจะแทบไม่มีทางรู้ขอบเขตความเสียหายแบบชัวร์ๆ ได้เลย และจะเป็นการวางรากฐานการครองอำนาจของกองทัพให้นานขึ้นไปอีก

แต่สิ่งที่จะทำให้กองทัพอยู่นาน คือการแสร้งว่ากองทัพยอมสละอำนาจแล้วมอบประชาธิปไตยให้จริงๆ อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วระหว่างปี 2016–2021 ซึ่งดูยังไงก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย อย่างแรกคือรัฐธรรมนูญถูกทหารเขียนเอาไว้เพื่อรักษาอำนาจตัวเอง (เช่น กำหนดสัดส่วนคนของตนในสภาในอัตราที่สามารถวีโต้มติของสมาชิกสภาพรรคอื่นๆ ได้)

การเขียนกฎหมายของประเทศเพื่อรักษาอำนาจตัวเองแบบเนียนๆ แล้วเรียกว่าเป็นการปฏิรูปประชาธิปไตย "ดูยังไงก็ปลอม" และท้ายที่สุดแล้วของปลอมก็ทนไม่ไหว ต้องออกมาทำรัฐประหารในที่สุดเพราะรัฐธรรมนูญที่ตัวเองเขียนไม่ช่วยอุดช่องโหว่เมื่อพรรคฝ่ายทหารแพ้พรรคพลเรือนอยู่ร่ำไป

ไม่แน่ว่าในระยะ 1 ปีหลังจากนี้จะมีการร่างรัฐธรรนูญขึ้นมาใหม่ แบบที่ว่าพรรคพลเรือนชนะได้ก็ชนะไป แต่พรรคฝ่ายทหารจะมีอำนาจเท่าเทียมกัน

แทคติกการยึดอำนาจของกองทัพเมียนมาจึงอิงกับหลักการ "ทำน้อยๆ แต่ยึดนานๆ" ต่างกับกองทัพไทยที่ "ทำบ่อยๆ แต่อยู่ไม่ยืด"

ถามว่าการยึดอำนาจของเมียนมาครั้งนี้เลียนแบบการรัฐประหารของไทยปี 2557 หรือไม่เพราะคล้ายคลึงกันตรงที่คำสัญญา "ขอเวลา 1 ปี" (หรือขอเวลาอีกไม่นาน) ตอบว่านี่ไม่ใช่แท็กติกของไทย แต่เป็นสิ่งที่กองทัพเมียนมาเคยสัญญามาแล้วก่อนจะจับซูจีขังนานถึง 15 กว่าปี แล้วก็ผิดคำสัญญา

ถามว่ากองทัพเมียนมาจะทำตามสัญญาหรือไม่? ถ้ายกเอาประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาซึ่งกองทัพเมียนมาเคยตระบัดสัตย์มาหรือไม่ก็วางเกมตลบหลังเอาไว้แล้ว สามารถคาดการณ์ได้เลยว่ายากที่จะทำตามสัญญา

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด เชลซี พบ อาร์เซน่อล คาราบาวคัพ วันนี้ 14 ม.ค.69