มองจีนให้เข้าใจเพื่อเตรียมรับกับภัยของสงครามเย็นใหม่
ทำความเข้าใจว่า "ทำไมจีนถึงเป็นแบบนี้" ท่ามกลางการเผชิญหน้าระหว่างจีนกับสหรัฐ เพื่อคาดเดาแนวโน้มในอนาคต
จางเหวยเหว่ย เป็นศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยฟู่ต้าน ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของจีน เขาผู้นี้เป็นนักวิชาการจีนที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก มีผลงานสำคัญคือหนังสือเรื่อง The China Wave: Rise of a Civilizational State ซึ่งอธิบายว่าจีนผงาดขึ้นมาได้อย่างไรและกำลังมุ่งไปทางไหน
หนังสือเล่มตีพิมพ์ในภาษาไทยในชื่อ "คลื่นจีน การผงาดของรัฐอารยธรรม" (แปลเรียบเรียงโดย ดร. ทิพภานิดา ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา) ซึ่งมีประโยชน์มากในการทำความเข้าใจว่า "ทำไมจีนถึงเป็นแบบนี้" และในเวลาที่มหาอำนาจทั้งสองคือสหรัฐและจีนกำลังเผชิญหน้ากัน การเข้าใจทั้งสองประเทศอย่างถ่องแท้จะช่วยให้เราคาดเดาแนวโน้มในอนาคตได้
1. จีนมีโมเดลการพัฒนาที่ชัดเจน จางเหวยเหว่ยถึงขนาดบอกว่า "โมเดลจีนอาจจะกำชัยชนะในที่สุด" แต่มันเป็นอย่างไร? มันคือหลักการ "สามไม่" คือไม่เลียนแบบชาติตะวันตก ไม่เลียนแบบประเทศสังคมนิยมอื่นๆ และไม่ละทิ้งจุดแข็งของตัวเอง ดังนั้นโลกภายนอกไม่อาจคาดหวังให้จีนเป็นแบบที่พวกเขาต้องการได้
2. นักปฏิรูปชาวจีนไม่ยอมรับคำอธิบายเชิงนามธรรมแบบชาวตะวันตกอย่างง่ายๆ อย่างเช่นคำถามที่ว่า "ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดคืออะไร?", "ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดควรเป็นอย่างไร?", "ประชาธิปไตยคืออะไร?"แต่พวกเขามุ่งลงมือทำและเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ด้วยตัวเองว่าระบบไหนที่ "เวิร์ก"
3. จีนมีรูปแบบมีรัฐที่เข้มแข็งการกุมอำนาจที่ชัดเจน ทำให้ไม่ต้องเจอปัญหาแบบ "รัฐอ่อนแอ" ที่มีความขัดแย้งสัพเพเหะระและการชิงอำนาจกันระหว่างนักการเมือง จนแทบไม่อาจบรรลุฉันทามติที่จะสร้างอะไรสักอย่างเช่นสะพานสักแห่งก็เถียงกันจะเป็นจะตาย อย่าพูดถึงว่าจะเอาชนะประเทศพัฒนาแล้วอย่างไร
4. จีนให้ความสำคัญกับเสถียรภาพเป็นอันดับต้นๆ เพราะตราบใดที่รัฐยังรักษาเสถียรภาพและสันติภาพได้ คนจีนจะสามารถเผยอุปนิสัย "ขยันขันแข็งสร้างความมั่งคั่ง" เติ้งเสี่ยวผิง ย้ำอยู่เสมอว่า "เสถียรภาพ (ในจีน) สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด" และ "ในบรรดาประเด็นปัญหาต่างๆ ที่จีนเผชิญ การรักษาเสถียรภาพเป็นเรื่องสำคัญที่สุด หากปรากาศจากสภาวะแวดล้อมของความมีเสถียรภาพ อะไรๆ ก็ทำให้สำเร็จไม่ได้ และสิ่งที่ได้มาก็จะสูญเสียไปง่ายๆ"
5. จีนเน้นยุทธศาสตร์ที่ค่อยเป็นค่อยไป เช่น เติ้งเสี่ยวผิงมักยกภาษิตจีนโบราณขึ้นมากล่าวว่า "คลำก้อนหินข้ามลำน้ำ" เพื่ออธิบายแนวทางการทดลองการปฏิรูปของจีนที่ค่อยเป็นค่อยไป เรียนรู้จากประสบการณ์ไปเรื่อยๆ แต่แนวคิดค่อยเป็นค่อยไป ยังไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำกันอย่างเชื่องช้าไปเสียทั้งหมด
6. เมื่อทุกอย่างเข้าที่แล้วจีนยังต้องการ "สร้างมาตรฐานจีน" มาตรฐานนี้คือการผสมผสานความเป็นรัฐโบราณที่มีอารยธรรมยาวนานเข้ากับความเป็นสมัยใหม่ และวิพากษ์ระบอบการเมืองแบบตะวันตกว่าไม่มีความรับผิดชอบ จางเหวยเหว่ยวิจารณ์ว่า เพราะคติว่ารูปแบบทางการเมืองของตัวเองมีความชอบธรรม ประเทศตะวันตกบางแห่งจึงไม่แยแสกระทั่งจะขอโทษเมื่อตัวเองย่ำยีประเทศอื่นในนามของ "ค่านิยมสากล"
7. ด้วยมาตรฐานแบบจีนทำให้จีนพยายามอธิบายค่านิยมสากลด้วยชุดความคิดของตนเอง จางเหวยเหว่ยเคยมีประสบการณ์เรื่องนี้โดยตรงเมื่อถูกซักเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจีน เขาบอกว่า "ไม่มีประเทศไหนที่จะแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนทุกประเด็นได้ในคราวเดียวกันและควรตั้งเป้าหมายว่าสิทธิมนุษยชนเรื่องไหนควรเป็นสิ่งแรกที่จะทำให้สำเร็จก่อน จีนไม่ได้เดินตามแนวทางของโลกตะวันตก และเห็นว่าการกำจัดความยากจนเป็นปัญหาสิทธิมนุษยชนอันดับแรก
8. จางเหวยเหว่ยชี้ว่าในประเทศตะวันตกหรือสหรัฐมักไม่เห็นว่าการกำจัดความยากจนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสิทธิมนุษยชน แม้กระทั่งไม่เห็นว่าเป็นปัญหาสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม "แต่เรา (จีน) ไม่มีเวลามารอให้โลกตะวันตกตาสว่างในเรื่องนี้ เราจึงต้องแก้ปัญหาในแบบของจีนเอง และบรรลุผลในด้านบวกอย่างมาก"
9. เขายังพยายามอธิบายว่า "จีนก็มีประชาธิปไตย" แต่เป็นแบบของตัวเอง โดยกล่าวว่า "ประชาธิปไตยเป็นค่านิยมสากล แต่ระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกนั้นไม่ใช่ สองสิ่งไม่สามารถนำมาผสมกันได้ สารัตถะของประชาธิปไตยก็คือการสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนในการบรรลุซึ่งระบอบการปกครองที่ดี"
10. จางเหวยเหว่ยยังเทียบจีนกับอินเดีย (ซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก) เขาบอกว่าประเทศทั้ง 2 ได้รับเอกราชในช่วงปลายทศวรรษที่ 1940 และเริ่มการพัฒนาที่ระดับเดียวกัน โดยอินเดียล้ำหน้าจีนอยู่เล็กน้อย เพราะจีนต้องผ่านความย่อยยับของสงครามมานานเกือบ 1 ศตวรรษ และมียอดผู้เสียชีวิตสูงถึงหลายสิบล้านคน
11. ผู้เชี่ยวชาญจีนรายนี้ยกสถิติมาให้เห็นว่า "60 ปีให้หลัง ช่องว่างระหว่างสองประเทศห่างออกไปมากอย่างเทียบกันไม่ติด เศรษฐกิจของจีนมีขนาดใหญ่กว่าอินเดียถึง 3 เท่า และแม้จะมีผืนดินที่ใช้ทำเกษตรน้อยกว่า แต่จีนมีผลผลิตธัญญาหารมากกว่าอินเดียถึง 2 เท่า การค้ากับต่างประเทศของจีนมากกว่าอินเดียถึง 4 เท่า อายุขัยเฉลี่ยของจีนสูงกว่าอินเดีย 10 ปี อัตราการเสียชีวิตของเด็กแรกเกิดในจีนต่ำกว่า 3 เท่า และศูนย์กลางเศรษฐกิจและการเงินของอินเดียอย่างมุมไบ ดูล้าหลังกว่าเซี่ยงไฮ้ถึงสามทศวรรษ"
12. เขาบอกว่าแม้ว่าหลายคนในประเทศตะวันตกอยากจะเห็นอินเดียมีผลงานที่ดีกว่าจีน โดยอ้างว่าอินเดียมีไพ่ที่เหนือกว่าคือระบอบประชาธิปไตย แต่เมื่อเทียบกับจีน ประชาธิปไตยของอินเดียมีส่วนอย่างมากในการขัดขวางไม่ให้อินเดียปฏิรูปที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ


