"เอ็งเข้ามา ข้ายิง" ประเทศที่คนสามารถยิงใครก็ได้แค่รู้สึกกลัว

วันที่ 01 ก.ค. 2563 เวลา 20:46 น.
"เอ็งเข้ามา ข้ายิง" ประเทศที่คนสามารถยิงใครก็ได้แค่รู้สึกกลัว
กลุ่มผู้ประท้วงเดินผ่านบ้าน เจ้าของบ้านถือปืนออกมาเล็งใส่ได้หรือไม่

หลังจากมีคลิปสองสามีภรรยาในเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรีของสหรัฐถือปืนเล็งไปยังกลุ่มผู้ประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ของคนผิวสีที่บุกรุกเข้าไปในเขตพื้นที่ส่วนบุคคล เพื่อไปยังบ้านของนายกเทศมนตรี ไลดา ครูวสัน เรียกร้องให้ลาออกกรณีที่เธอเปิดเผยชื่อและที่อยู่ของชาวเมืองที่ร่วมลงชื่อเรียกร้องให้ปฏิวัติองค์กรตำรวจ เบื้องต้นทางการท้องถิ่นและสำนักงานอัยการรัฐมิสซูรีกำลังตรวจสอบเรื่องดังกล่าว

เดเนียล ชูลาร์ ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นที่เห็นเหตุการณ์ตลอด 10 นาทีและถ่ายคลิปวิดีโอไว้เผยกับ CNN ว่า กลุ่มผู้ประท้วงราว 500 คนเดินตัดเข้าไปในย่านพอร์ทแลนด์เพลซซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยและพื้นที่ส่วนตัว เพื่อหลีกเลี่ยงถนนเส้นที่จะไปยังบ้านของนายกเทศมนตรีที่ถูกปิด โดยที่ประตูทางเข้าพอร์ทแลน์เพลซไม่ได้ล็อก

คลิปวิดีโอที่ไลฟ์ผ่านเฟซบุ๊คคลิปแรกเผยให้เห็นว่า ประตูทางเข้าด้านซ้ายถูกผู้ประท้วงคนแรกที่เข้าไปด้านในเปิดทิ้งไว้ แต่ในคลิปไม่ได้โชว์ว่าประตูถูกเปิดได้อย่างไร แต่ในคลิปที่สองที่ถ่ายภายหลัง ประตูด้านขวามีลักษณะงอและหลุดลงไปอยู่ที่พื้น

หลังจากกลุ่มผู้ประท้วงบุกเข้าไปด้านในราว 20 วินาที มาร์ก แม็คคลอสกีย์ สามี เดินออกมาจากตัวบ้านพร้อมกับปืนไรเฟิล AR-15 แล้วตะโกนให้กลุ่มผู้ประท้วงออกไปจากถนนส่วนบุคคล

ฝั่งของมาร์กเผยกับสำนักข่าว KMOV ว่า “กลุ่มผู้ประท้วงอย่างน้อย 100 คนพังรั้วเหล็กของพอร์ทแลนด์เพลซเข้ามาแล้วตรงมาที่บ้านของผม ซึ่งครอบครัวเรากำลังรับประทานอาหารเย็นกันอยู่ด้านนอก ทำให้พวกเรารู้สึกว่าชีวิตตกอยู่ในอันตราย”

ด้านตำรวจบันทึกในรายงานว่า สองสามีภรรยาซึ่งเป็นทนายความทั้งคู่เห็นคนกลุ่มใหญ่พยายามพังประตูพอร์ทแลนด์เพลซซึ่งมีป้าย “ห้ามบุกรุก” และ “ถนนส่วนบุคคล” เข้ามา และส่งเสียงดังรวมทั้งตะโกนข่มขู่ เมื่อทั้งคู่เห็นกลุ่มู้ประท้วงบางคนมีอาวุธจึงหยิบปืนออกมาแล้วโทรแจ้งตำรวจ

ขณะที่ทางการท้องถิ่นยืนยันว่าถนนเส้นดังกล่าวเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลจริง

นอกจากเรื่องนี้จะเป็นข่าวดังไปทั่วโลกแล้ว ยังมีการถกเถียงกันด้วยว่าการกระทำของทั้งคู่ถูกหรือผิดกฎหมายอย่างไร

ประเด็นนี้มีหลักกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันตนเองของสหรัฐที่เรียกว่า Stand Your Ground (ยืนหยัดสู้) เข้ามาเกี่ยวข้อง

โดยปกติแล้วการป้องกันตัวเองตามกฎหมายสหรัฐ ผู้ที่ป้องกันตัวเองจะต้องพยายามหลีกเลี่ยงภยันตรายนั้นๆ ก่อน ถ้าเลี่ยงไม่ได้จึงค่อยใช้กำลัง

แต่หากเป็นหลัก Stand Your Ground ของรัฐมิสซูรีที่สองสามีภรรยาอาศัยอยู่ ก็ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงภยันตรายก่อน เจ้าของบ้านสามารถปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของตัวเองได้เต็มที่ และจะใช้อาวุธร้ายแรงอย่างปืนก็ได้

พูดง่ายๆ ก็คือหากมีคนบุกรุก เจ้าของบ้านสามารถยิงได้ทันที เพียงแค่มีเหตุอันควรให้กลัวความปลอดภัยของตัวเอง

แต่หลักกฎหมายนี้มักจะกลายเป็นประเด็นร้อนในสังคมสหรัฐบ่อยๆ   และมักถูกมองว่าเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้ความรุนแรง ฝ่ายที่วิจารณ์ก็บอกว่าหลักกฎหมายนี้ทำให้เกิดทัศนคติ “ยิงก่อนค่อยถามทีหลัง” (shoot first, ask questions later)

ส่วนฝั่งที่หนุนมองว่าหลักกฎหมายนี้ช่วยให้คนที่ลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองไม่ต้องกังวลว่าตัวเองหลีกเลี่ยงภยันตรายเพียงพอก่อนใช้กำลังหรือยัง

กรณีที่ทำให้คนอเมริกันให้ความสนใจหลักกฎหมายนี้กันมากจนเกิดการเรียกร้องให้พิจารณาทบทวนกฎหมายนี้อีกครั้งคือ การเสียชีวิตของ เทรย์วอน มาร์ติน วัยรุ่นผิวสีในรัฐฟลอริดาเมื่อปี 2012 โดย จอร์จ ซิมเมอร์แมน ชาวผิวขาวชาวอเมริกันเชื้อสายยิว

ซิมเมอร์แมนเป็นอาสาสมัครเฝ้าระวังภัยในหมู่บ้าน วันเกิดเหตุเขาเดินตามมาร์ตินที่กำลังเดินกลับบ้านหลังกลับจากซื้อขนมในร้านสะดวกซื้ออย่างไม่ลดละ จนมาร์ตินรู้สึกไม่สบายใจจึงโทรศัพท์หาแม่

ด้วยความที่ซิมเมอร์แมนเกลียดคนผิวดำเป็นทุนเดิม หลังจากปะทะกับมาร์ติน ซิมเมอร์แมนได้หยิบปืนพกประจำตัวยิงใส่เทรย์วอนจนเสียชีวิต

ที่สร้างความโกรธแค้นทวีคูณคือ เมื่อตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุกลับปบ่อยตัวซิมเมอร์แมนไป และต่อมาศาลยังตัดสินว่าเขาไม่มีความผิด โดยอ้างว่าซิมเมอร์แมนมีสิทธิ์ในการป้องกันตัวตามหลัก  Stand Your Ground

สำหรับกรณีของสองสามีภรรยาที่ถือปืนขู่กลุ่มผู้ประท้วง จอห์น อัมมาน นักกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเซนต์หลุยส์ มองว่าการกระทำของทั้งคู่อาจผิดในฐานทำร้ายร่างกายด้วยการทำให้กลุ่มผู้ประท้วงเกรงกลัวว่าจะเกิดอันตรายกับร่างกายหรือชีวิต

“คนเรามีสิทธิ์ใช้กำลังหากตกอยู่ในอันตราย แต่หากกลุ่มผู้ระท้วงแค่เดินผ่านบ้านของทั้งคู่โดยที่ไม่ได้ทำอันตรายกับคนในบ้านโดยเฉพาะเจาะจง ทั้งคู่ก็ไม่มีสิทธิ์ใช้อาวุธปืนโดยที่ไม่มีภยันตรายที่ใกล้จะถึง”