สหพันธรัฐจีนใหม่กับการท้าทายความศักดิ์สิทธิ์ของจีนเดียว

วันที่ 09 มิ.ย. 2563 เวลา 20:18 น.
สหพันธรัฐจีนใหม่กับการท้าทายความศักดิ์สิทธิ์ของจีนเดียว
กลุ่มคนที่ประกาศก่อตั้งสหพันธรัฐจีนใหม่อาจเป็น "ยุงรำคาญ" ที่ไม่เป็นภัยต่อจีนนัก แต่แนวคิดสหพันธรัฐ/สมาพันธรัฐถูกเสนอมาหลายครั้งแล้ว

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนมีข่าวเล็กๆ ที่ทำให้เกิดความสั่นไหวในจีนขึ้นมาเล็กน้อย เพราะจู่ๆ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งประกาศก่อตั้ง "สหพันธรัฐจีนใหม่" (New Federal State of China) โดยเคลื่อนไหวกันในสหรัฐ มีการส่งเครื่องบินโยงแผ่นป้ายบินไปบินมาในนิวยอร์กเขียนข้อความแสดงความยินดีกับการสถาปนาสหพันธรัฐจีนใหม่ และอัดคลิปประกาศแถลงการณ์กันที่ด้านหน้าอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ

คนที่เป็นแกนนำเคลื่อนไหวคือ กัวเหวินกุ้ย เศรษฐีชาวจีนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองมานานและหนีมาลี้ภัยในสหรัฐ (โดยทางการจีนจะเล่นงานเขาในข้อหาฉ้อโกง ติดสินบน ข่มขืน ฯลฯ) อีกคนคือเหาไห่ตง อดีตนักฟุตบอลทีมชาติชาวจีนที่ไม่มีวี่แววจะเป็นแอคทิวิสต์ทางการเมือง จู่ๆ ในวันที่ 4 มิถุนายน 2563 ก็ร่วมกันตั้ง "จีนใหม่" เพื่อหวังโค่นล้ม "จีนคอมมิวนิสต์"

วันที่ 4 มิถุนายนเป็นฤกษ์ดีของคนกลุ่มนี้เพราะเป็นวันรำลึกกรณีเทียนอันเหมิน

ที่น่าจับตาก็คือคนที่ร่วมตั้งจีนใหม่ (ปลอมๆ) นี้คือ สตีฟ แบนนัน นักยุทธศาสตร์และเจ้าของสื่อสานอนุรักษ์นิยมเคยเป็นกุนซือให้กับทรัมป์ แม้จะแตกคอกับทรัมป์และรีพับลิกันแต่แบนนันยังเป็นอนุรักษ์นิยมตัวกลั่นและแน่นอนว่าเขาไม่เป็นมิตรกับจีน

การสถาปนาสหพันธรัฐจีนใหม่ไม่ได้ทำให้จีนสะเทือนอะไร ยกเว้นว่าในไม่กี่วันต่อมาชื่อของเหาไห่ตงถูกลบออกจากเสิร์ชเอนจินของจีนทั้งหมด แต่ต่องจับตาว่าแบนนันกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่ถึงได้ปลุกปั้นให้คนจีนทำเรื่องแบบนี้

การแบ่งแยกดินแดนและการคิดตั้งจีนใหม่เป็นเรื่องที่ "สาธารณรัฐประชาชนจีน" ต้องพบเจอมาโดยตลอดอยู่แล้ว มีทั้งความพยายามที่ท้าทายความมั่นคงโดยตรง และความพยายามที่จะประนีประนอมจีนแผ่นดินใหญ่กับดินแดนของคนจีนแห่งอื่นๆ ที่มีระบอบการปกครองต่างกัน

หลายทศวรรษที่ผ่านมามีการเสนอระบอบการปกครองแบบผสมเพื่อรองรับการรวมแผ่นดินใหญ่กับไต้หวัน แต่ในระยะหลังเรื่องนี้เงียบไปเพราะไต้หวันต้องการจะเป็นเอกราชมากกว่า และในปีนี้ไต้หวันยังแสดงจุดยืนแข็งกร้าวกับจีนอย่างมาก ส่วนจีนก็ออกลายในทำนองเดียวกัน

ท่าทีแข็งกร้าวของแต่ละฝ่ายทำให้โพสต์ทูเดย์ต้องเสนอบทวิเคราะห์เรื่อง "จีนจะบุกไต้หวันหรือไม่? ความขัดแย้งใหม่ที่ละสายตาไม่ได้" เพื่อให้เตรียมพร้อมกับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง ในช่วงที่สงครามเย็นครั้งใหม่กำลังก่อตัวและ "คู่กรณีของจีน" กำลังฟอร์มทีมเพื่อรุมจีนอย่างเห็นได้ชัด

แต่สงครามไม่ใช่สิ่งทุกคนต้องการ ไม่ว่ามันจะเป็นสงครามร้อนหรือสงครามเย็น คำถามสำคัญก็คือ มีโอกาสที่แผ่นดินใหญ่และไต้หวันหรือจีนอื่นๆ จะเป็นแผ่นดินเดียวกันอย่างยินยอมพร้อมใจหรือไม่?

คำตอบก็คือมี ที่ผ่านมาการประชุมการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) และการประชุมสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติ (CPPCC) หรือ "เหลียงฮุ่ย" (การประชุมคู่) ก็เอ่ยถึงการรวมไต้หวันอยู่และพ่วงด้วยคำว่า "อย่างสันติ" มีแต่การประชุมในปีนี้เท่านั้นที่ตัดคำว่า "อย่างสันติ" ออกไปทำให้เกิดความกังวลกันขึ้นมาจีนจะใช้ไม้แข็งขึ้นมา

หากคิดจะรวมตัวกันจริงๆ มีข้อเสนอให้ 2 ฝ่ายรวมตัวกันในลักษณะสหพันธรัฐ (Federal Republic) หรือ สหสาธารณรัฐ (United Republics) และอื่นๆ อีกมากมาย เช่น

1. สหพันธรัฐจีน (Zhonghuá liánbang gònghéguó) เคยมีการเสนอมาในการประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 2 และครั้งที่ 7 ส่วนที่ไต้หวันมีจูเกาเจิ้ง แห่งพรรค DPP เสนอไว้เมื่อปี 1991 ต่อมา หลิวเสี่ยวปอ แอคทิวิสต์ชาวจีนที่ลี้ภัยในสหรัฐ จีนใหม่จะประกอบรัฐจีนจงหยวน (แผ่นดินใหญ่) รัฐไต้หวัน รัฐซินเจียง รัฐมองโกล รัฐทิเบต มาเก๊า และฮ่องกง ซึ่งรัฐต่างๆ จะมีอำนาจกลาโหม การต่างประเทศ และการคลังมากกว่าปกติ

2. สันนิบาตแห่งชาติจีน หรือสมาคมชาติจีน (Zhonghuá guólián/zhonghuá guó xié) เสนอโดย จางซวี่เฉิง นักวิชาการและอดีตส.ส. ไต้หวันในปี 1982 ต่อมาสานต่อโดยสมาคมสานสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบ (ARATS) แนวทางนี้เน้นให้ไต้หวันและจีนรวมตัวแบบหลวมๆ ต่างฝ่ายต่างมีอิสระภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างมาก ไต้หวันมีลักษณะเป็น Dominion or free state หรือรัฐกึ่งอิสระภายใต้จักรภพเดียวกัน

3. สมาพันธรัฐจีน (Zhonghuá banglián) เสนอโดย เฟ่ยซีผิง นัการเมืองไต้หวัน แนะให้ 2 ฝ่ายรวมกันแต่มีอำนาจแยกจากกันค่อนข้างเอกเทศ โดยมีกการกำหนดธรรมนูญร่วมกัน จากนั้นปล่อยให้สมาพันธ์ดำเนินไปตามครรลอง จากนั้นประมาณ 10 - 20 ปี เมื่อประชาชนรู้สึกว่าพร้อมที่ร่วมตัดสินใจชะตาตัวเอง ก็ให้จัดการลงประชามติเลือกระบอบการปกครองที่เหมาะสมที่สุด

4. สหชาติจีน (Zhonghuá liánméng) เสนอให้จีนใช้แนวทาง "หนึ่งประเทศ หลายระบบ" คือ ให้มีการแบ่งกันบริหารประเทศระหว่าง "พันธมิตร 4 ฝ่าย" คือ แผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน ฮ่องกง และมาเก๊า อย่างไรก็ตาม แผ่นดินใหญ่ยังมีอำนาจมากกว่า และไต้หวันมีอิสระภาพมาก

5. สหสาธารณรัฐจีน (Zhonghuá liánhé gònghéguó) ผู้เสนอแนวทางนี้เช่น หลินจงปิน อดีตรัฐมนตรีช่วยกลาโหมไต้หวัน แนวทางหลักๆ คือ ให้จีนกับไต้หวันใช้ระบบเดียวกับประเทศสหรัฐสาธารณรัฐแทนซาเนีย ที่ประกอบด้วยแทนซาเนีย และแซนซิบาร์ แต่และเขตมีประธานาธิบดีของตัวเอง มีระบบการปกครองแยกต่างๆ หาก โดยประธานาธิบดีแซนซิบาร์เป็นรองของแทนซาเนีย ระบบนี้เรียกว่า "หนึ่งประเทศ สองรัฐธรรมนูญ"

คาดว่า เติ้งเสี่ยวผิง ได้รับแรงบันดาลใจ ปรับมาใช้เป็น "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ส่วน หรือ จางย่าจงแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน เสนอระบบ "หนึ่งประเทศ สามรัฐธรรมนูญ" คือ สองจีนรวมกันใช้รัฐรรมนูญคนละฉบับ แต่มีสัญญาสันติภาพกึ่งรวมตัว ถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่สามให้เหนือกว่าทั้ง 2 ฉบับ

อนึ่ง ในช่วงก่อนสงครามโลกจะสิ้นสุดลง มีผู้จัดทำแผนที่ระเบียบโลกใหม่ ชื่อว่า "Outline of Post-War New World Map" แผนที่นี้เป็นจิตนาการของชายชาวสหรัฐชื่อมอริซ กอมเบิร์ก (Maurice Gomberg) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลแต่อย่างใด แต่ในช่วงหลังกลุ่มผู้นิยมลัทธิสมคบคิด (conspiracy theorist) มักยกขึ้นมาอ้างว่าเป็นการวางแผนลับๆ ของสหรัฐเพื่อแบ่งโลกออกเป็นส่วนๆ

หากเรามองดูแผนที่แบบเผินๆ ก็เข้าเค้า เพราะพื้นที่ต่างๆ ในโลกยุคปัจจุบัน มีการแบ่งกลุ่มแบ่งฝ่ายคล้ายๆ กับในแผนที่ เพียงแต่เจตนาของแผนที่นี่ระบุว่า สหรัฐเป็นผู้แบ่งและรวมดินแดนต่างๆ พร้อมกับปลดอาวุธ ตัวเองเป็นถืออาวุธปกครองโลกเพียงผู้เดียว

ในแผนที่นี้ มีการกำหนดดินแดนที่ชื่อ "สหสาธารณรัฐจีน" (United Republics of China) ประกอบไปด้วย จีน เกาหลี อินโดจีน ไทยแลนด์ และมาลายา เป็นดินแดนเดียวกันทั้งหมด หากมองในมุมปัจจุบันก็คงคล้ายๆ กับเขตที่จีนหวังจะแผ่อิทธิพลนั่นเอง

ตัวแผนที่นี้อาจเป็นเรื่องเล่นๆ แต่แนวคิดสหสาธารณรัฐจีนถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อหวังจะรวมจีนกับไต้หวันจริงๆ (ส่วนประเทศอื่นในแผนที่ไม่เกี่ยว) ซึ่งคือทฤษฎีสหสาธารณรัฐจีนนั่นเอง ซึ่งกล่าวกันว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุด

บทความโดยกรกิจ ดิษฐาน